4 วิธีสำคัญที่จะช่วยสร้างแผนการตลาด (Marketing) ให้กับสตาร์ท

Mar 6, 2020 1 min read
4 วิธีสำคัญที่จะช่วยสร้างแผนการตลาด (Marketing) ให้กับสตาร์ท

เมื่อถึงขั้นตอนการทำการตลาด (Marketing) เชื่อว่าเจ้าของธุรกิจทุกคนน่าจะมีคำตอบอยู่ในใจแล้วว่าต้องการใช้ช่องทางใดในการโปรโมตสินค้าและบริการของตัวเอง แต่สิ่งที่หลายๆ คนอาจจะลืมคิดไป นั่นก็คือเรื่องของ กลยุทธ์การตลาด กับเหตุผลที่ว่าทำไมคุณถึงเลือกใช้วิธีนี้แทนที่จะเป็นวิธีอื่น ?

ดังนั้นก่อนที่คุณจะปล่อยแคมเปญการตลาดอะไรสักอย่างออกไปล่ะก็ คุณต้องมั่นใจและแน่ใจถึงเหตุผลและเป้าหมายที่แน่ชัดก่อนจริงๆ ไม่อย่างนั้นคุณจะเสียทั้งเวลาและเงินไปโดยเปล่าประโยชน์อย่างแน่นอน

แต่ก่อนอื่น เราต้องรู้ก่อนว่า จุดประสงค์ของการวางแผนการตลาดไม่ใช่เพียงแค่ร่างความคิดและวางแผนต่างๆ เหมือนตอนส่งงานให้อาจารย์สมัยเรียน แต่มันคือการชี้แนะแนวทางให้กับการตลาดของคุณเพื่อที่จะทำให้คุณมั่นใจได้ว่าธุรกิจของคุณกำลังก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง

แล้วแผนการตลาดที่มีประสิทธิภาพนั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง?

4 วิธีสำคัญที่จะช่วยสร้างแผนการตลาด (Marketing) ให้กับสตาร์ทอัพของคุณ

1. ตั้งเป้าหมายการตลาด (Marketing) ให้ชัดเจน

เป้าหมายในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการมองบริษัทในอีก 5 ปีข้างหน้า แต่เป็นการตั้งเป้าหมายในเชิงการตลาดว่าคุณต้องการให้ผลออกมาเป็นอย่างไรทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ที่สำคัญคือคุณต้องเข้าใจหลักการ marketing funnel ว่าตอนนี้ธุรกิจของคุณอยู่ตรงไหนและจะช่วยให้พัฒนาธุรกิจให้ดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง

กลุ่มลูกค้าของคุณจะต้องผ่านกระบวนการทั้ง 4 ขั้นตอนนี้ เริ่มจากการสร้างการรับรู้ (awareness) , การมีความรู้เกี่ยวกับสินค้านั้นๆ (education) , การพิจารณา (consideration) , และการเปลี่ยนจากแค่รับรู้มาเป็นการซื้อสินค้า (conversion) จากขั้นตอนดังกล่าว จะเห็นได้ชัดว่า การรับรู้ต้องมาก่อน ดังนั้นกลุ่มเป้าหมายจะต้องเริ่มสังเกตเห็นสินค้าของคุณผ่านการเลือกช่องทางการโปรโมตที่คุณต้องการ ซึ่งขั้นตอนนี้แหละที่สำคัญมากๆ

ลองคิดดูว่าถ้าไม่มีใครรู้จักหรือสนใจสินค้าของคุณแต่แรก การทำรายได้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร? หลังจากผ่านขั้นตอนของ awareness ไปแล้ว คุณถึงจะค่อยๆ พัฒนาต่อในขั้นต่อๆ ไป

2. เข้าใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณ

ไม่มีอะไรสำคัญกับการทำการตลาดไปกว่าการเข้าใจถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณว่า พวกเขาเหล่านั้นทำอะไร มีความคิดแบบไหนในแต่ละวัน?

ลองดูตัวอย่างนี้ : ถ้าคุณต้องขายสินค้าให้กับคุณแม่ที่ยุ่งมาก คุณจะรู้ว่าในช่วงเช้าพวกเธอจะต้องวุ่นวายกับการไปส่งลูกๆ ที่โรงเรียน หลังจากนั้นค่อยพาตัวเองไปทำงาน แต่ระหว่างช่วงพักกลางวัน พวกเธอน่าจะต้องมีช่วงเวลาเหนื่อยและพักเล่นโทรศัพท์มือถือ เพราะฉะนั้นเวลานี้หรือเปล่าที่เหมาะสมจะทำการโปรโมตสินค้าของคุณ?

ดังนั้นการเข้าใจถึงพฤติกรรมในแต่ละวันของกลุ่มเป้าหมาย รวมไปถึงแนวโน้มที่พวกเขาจะพบเจอกับสินค้าของคุณจึงมีความสำคัญและมีค่ามากในการทำการตลาดและวางแผนกลยุทธ์ต่างๆ

ที่สำคัญคุณควรใช้วิธีการสร้าง Persona หรือการสร้างคาแรคเตอร์ที่เป็นตัวแทนของลูกค้าเป้าหมายขึ้นมาว่าพวกเค้าคือใคร มีพฤติกรรมแบบไหน มีทัศนคติเป็นอย่างไร ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้การตลาดของคุณมีประสิทธิภาพขึ้นมาอย่างแน่นอน

3. กำหนดช่องทางโปรโมตสินค้า

ถ้าคุณสามารถผ่านข้อแรกกับข้อสองได้แล้ว ขั้นตอนนี้ก็จะไม่ยากอย่างที่คิด

ทุกๆ ช่องทางการโปรโมตสินค้ามีทั้งข้อดีและข้อเสีย และแต่ละช่องทางก็จะมีการวางแผนที่แตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้นทางที่ดีก็คือคุณต้องเลือกช่องทางที่คุณถนัดที่สุด ลงทุนไปกับสิ่งที่จะช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาได้ดี

ยกตัวอย่างเช่น หลายคนเชื่อว่า การใช้โซเชียลมีเดียเป็นผลดีต่อการทำ SEO หรือการตลาดที่ช่วยให้ค้นหาสินค้าหรือบริการของคุณให้เจอ เพราะฉะนั้นลองถามตัวเองดีๆ ว่า ช่องทางไหนบ้างที่คุณอยากจะเจาะไปให้สุดและพัฒนาต่อ นั่นแหละจะทำให้คุณเลือกโฟกัสแพลตฟอร์มที่เหมาะสมได้

แม้โซเชียลมีเดียจะเป็นช่องทางต้นๆ ที่หลายๆ ธุรกิจมักจะเลือกใช้ เพราะไม่ต้องลงทุนมาก แต่อย่าลืมว่าแต่ละช่องทางก็มีการทำงานที่ต่างกันออกไป ถ้าสมมติว่าคุณทำธุรกิจเกี่ยวกับแฟชั่น Instagram น่าจะเป็นช่องทางอันดับต้นๆ ที่ควรเลือกใช้ ในทางกลับกัน ถ้าคุณทำธุรกิจแบบ B2B ขายซอฟต์แวร์ จะมาลงทุนลงแรงกับ Instagram ก็อาจจะไม่เหมาะสม แต่ถ้าใช้ LinkedIn เพื่อเป็นสื่อกลางก็น่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่านั่นเอง

ถึงแม้ว่าโซเชียลมีเดียจะเป็นสื่อกลางที่มีราคาไม่แพงและง่ายต่อการใช้งาน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นช่องทางเดียวที่คุณจะใช้ทำธุรกิจได้ เพราะสุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับตัวสินค้าและประเภทของธุรกิจเสียมากกว่าว่าคุณอยู่ในอุตสาหกรรมแบบไหน เพราะคุณต้องจำไว้เสมอว่า ถ้าไม่มีใครมองหาสินค้าคุณบนโซเชียลมีเดีย คุณจะเสียเวลาลงทุนไปกับมันทำไม?

4. ติดตั้งเครื่องมือวัดผลต่างๆ เช่น KPI

คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าแผนการตลาดที่คุณทำอยู่ประสบความสำเร็จ?

Key Performance Indicators (KPI) จะเป็นเครื่องมือและวิธีการที่จะช่วยให้คุณสามารถตรวจสอบการทำงานที่คุณวางแผนไว้ได้

จริงๆ แล้วมีหลากหลายเครื่องมือและโปรแกรมที่สามารถช่วยวัดผลต่างๆ ให้คุณได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณต้องเข้าใจว่าข้อมูลเหล่านั้นกำลังบอกอะไรกับคุณอยู่ และตัวเลขต่างๆ เหล่านั้นส่งผลด้านบวกให้กับธุรกิจของคุณจริงๆ หรือเปล่า

อย่ามัวแต่ใส่ใจและเสียเวลากับการวัดผลที่ไม่มีประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น ในปัจจุบันนี้จำนวน Like ของเพจใน Facebook แทบจะไม่ได้มีความสำคัญด้วยซ้ำ แน่นอนว่าใครๆ ก็อยากมีจำนวนคนติดตามจำนวนมาก แต่กับฟังก์ชั่นการทำงานของ Facebook ในทุกวันนี้ บอกเลยว่าตัวเลขพวกนั้นแทบจะไม่มีผลอะไรในการตัดสินใจเลย เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่สำคัญในการใช้วัดผลอีกมาก 

หลังจากที่คุณได้อ่านข้อมูลและแนวทางเหล่านี้แล้ว ตอนนี้คุณก็น่าจะได้ไอเดียและขั้นตอนการวางแผนการตลาดให้กับบริษัทของคุณไปพอสมควร เพราะถ้ามีการวางแผนและกลยุทธ์ที่ดีล่ะก็ มั่นใจได้เลยว่าธุรกิจของคุณต้องทำการตลาดออกมาได้ดีอย่างแน่นอน

ที่มา medium 

Join the conversation

Great! Next, complete checkout for full access to SHiFT Your Future.
Welcome back! You've successfully signed in.
You've successfully subscribed to SHiFT Your Future.
Success! Your account is fully activated, you now have access to all content.
Success! Your billing info has been updated.
Your billing was not updated.