ปัญหาช่องว่างระหว่างวัยแก้ได้ด้วยการตั้งเป้าหมายเพื่อสังคม

Jun 11, 2020 1 min read
ปัญหาช่องว่างระหว่างวัยแก้ได้ด้วยการตั้งเป้าหมายเพื่อสังคม

ทุกวันนี้ CEO และ ผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคลหลายคนต่างคร่ำครวญถึงความยากลำบากในการจัดการกับปัญหาด้านบุคคล โดยเฉพาะเรื่องที่ผู้นำที่อายุมากไม่อาจเข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของพนักงานที่มีอายุน้อยกว่าได้ โดยเฉพาะคน Gen-Y หรือเรียกอีกอย่างว่า Millennials (คนที่เกิดในปี พ.ศ. ระหว่าง 2524-2539)

ในที่นี้ เราจะมากล่าวถึงความแตกต่างระหว่างยุค Baby Boomer กับ Gen-Y ที่ใครๆ ก็ว่ามีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเหลือเกิน

ความคาดหวังของคนรุ่นเก่า

งานวิจัยส่วนใหญ่ได้ทำการแบ่งช่วงวัยของคนในประเทศสหรัฐอเมริกา ดังนี้ Gen-S (หรือ Silent Generation คนที่เกิดในปี 1920 ถึง 1945) Gen-B (หรือ Baby Boomers คนที่เกิดในปี 1946 ถึง 1964 ) Gen-X ( คนที่เกิดในปี 1965 ถึง 1980)  Gen-Y (หรือ Millennials คนที่เกิดในปี 1981 ถึง 1996) และ Gen-Z ( คนที่เกิดในปี 1997 เป็นต้นไป)

โดยมีคำนิยามว่าคน Gen-B คือบุคคลที่ซื่อสัตย์ ทุ่มเทกับงาน และมีความรับผิดชอบสูง พวกเขาต่างมีความคิดที่จะทุ่มเททำงานทั้งชีวิตให้กับบริษัทเดียวไปตลอด ถ้าพวกเขาทำงานดี ก็ย่อมคาดหวังที่จะให้บริษัทดูแลพวกเขาด้วยเงินบำนาญที่ดี ได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ และการเกษียณอายุอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี

แต่ในช่วงปี 1980 ถึง 1990 บริษัทยักษ์ใหญ่มากมายต่างไม่อาจตอบสนองกับความคาดหวังเหล่านั้นได้ เพราะโลกได้เข้าสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ซึ่งมีแรงกดดันจากการแข่งขันและต้องการมาตรฐานที่สูงขึ้น

บริษัทมากมายในประเทศสหรัฐอเมริกาต่างได้ปรับปรุงโครงสร้างใหม่ มีการโยกย้ายฐานผลิต หรือปิดตัวในส่วนที่ไม่ก่อให้เกิดกำไร เกิดเป็นปรากฎการณ์ของคลื่นผู้คนจำนวนมากที่ถูกลอยแพและต้องการหางานใหม่

คน Gen-B ได้ทำให้โลกเกิดการประท้วงทางการเมืองในช่วงสงครามเวียดนามและเหตุการณ์อื่นๆ ความเคลื่อนไหวทางสังคมในระหว่างทศวรรษ 1960-1970 และได้ส่งผลให้เกิดความคาดหวังในการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ได้แก่ ความเคลื่อนไหวทางสิทธิมนุษยชน และสิทธิสตรีขึ้น

แต่ในช่วงปี 1980-1990  การประท้วงต่างๆ ถูกทำให้หยุดชะงัก และเราเห็นถึงความไม่เท่าเทียมท่ามกลางชนชั้นทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความคาดหวังของคน Gen-B จึงยิ่งห่างไกลออกไป

ความคาดหวังของคนรุ่นใหม่

เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะสิ่งประดิษฐ์และความนิยมของอินเทอร์เน็ต คนรุ่นใหม่ต่างเติบโตมาพร้อมกับโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งเหล่านี้ การสร้างประชาคมโลกไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดอีกต่อไป แต่มันเป็นเรื่องจริง จดหมายและโทรศัพท์ที่เคยเป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร (สมัยที่การโทรศัพท์ทางไกลมีค่าบริการที่แสนแพง) ตอนนี้กลับถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ผู้คนสามารถพูดคุย ส่งข้อความ หรือส่งอีเมลให้ใครก็ตามในโลกนี้ได้ด้วยโทรศัพท์เครื่องเดียว หรือแม้แต่นาฬิกา (Smart Watches) ของพวกเขาก็สามารถทำได้

สำหรับผู้คนในยุคดิจิทัลนี้ นโยบายอเมริกาต้องมาก่อน (America First Policy) ไม่อาจมีอิทธิพลต่อผู้คนได้เหมือนเคยอีกต่อไป เพราะผู้คนต่างสัมผัสได้ว่าความจริงแล้วอเมริกาเป็นอย่างไร คนรุ่นใหม่ต่างถูกสอนว่าให้ช่วยเหลือผู้คนที่ต้องการความช่วยเหลือและด้อยโอกาสกว่า และคาดหวังว่าเงินที่พวกเขาหยิบยื่นให้จะสร้างจิตสำนึกในสังคมได้

คนรุ่นใหม่อย่าง Gen-Y ถูกดึงดูดให้เข้าร่วมงานในองค์กรที่พยายามจะช่วยเหลือผู้คน ถึงแม้ว่าจะเป็นการส่งอิทธิพลต่อจุดเล็กๆในสังคมก็ตาม เช่น บริษัทผลิตแว่นตา Warby Parker  และบริษัทผลิตถุงเท้า Bombas ทั้งสองบริษัทนี้มีนโยบาย “ซื้อ 1 คู่ เท่ากับ ให้ 1 คู่ ” นั่นคือการบริจาคแว่นตา และถุงเท้าให้กับผู้คนที่จำเป็นต้องใช้และไม่มีเงินพอที่จะซื้อ  บริษัทรองเท้า Toms ก็มีนโยบายว่า “ทุกๆ 3 ดอลลาร์ที่ได้มา เราจะบริจาค 1 ดอลลาร์” คน Gen-Y นั้นสรรเสริญการช่วยเหลือชุมชนผู้ด้อยโอกาสโดยไม่คำนึงว่าชุมชนเหล่านั้นจะตั้งอยู่ที่ไหนในโลก

มักกล่าวกันว่าคน Gen-Y อาจไม่มีความยึดมั่นในบริษัทเท่ากับคน Gen-B แต่ลองนึกดูว่า ถ้าพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายของคุณถูกเลิกจ้าง จะด้วยการปรับขนาดองค์กรหรือการจ้างงานจากแหล่งภายนอกแทนก็ดี หรือการที่ต้องโตมาในสถานการณ์ที่มีคนนับพันถูกไล่ออกหรือโรงงานปิดตัว เผลอๆ คุณก็อาจจะเชื่อเหมือนกันว่า การภักดีในองค์กรใดองค์กรหนึ่ง ไม่น่าจะเป็นแนวคิดที่ดีนัก

คน Gen-B และคน Gen-Y สามารถเข้าใจตรงกันได้

ความแตกต่างระหว่างวัยนั้นมีมากมายก็จริง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มักมาจากการสำรวจและวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญ แต่อย่างไรก็ตามเราเชื่อว่ามีความแตกต่างที่เกิดขึ้นภายในช่วงวัยเดียวกัน มากกว่าความแตกต่างระหว่างวัย และยังพบว่าคนจำนวนมากมีความคิดไปในทางเดียวกัน ในช่วงอายุเท่าๆ กันด้วย  ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเรายังเป็นเด็ก เราอาจมีอุดมการณ์ในเรื่องธรรมชาติและมีความคาดหวังเกี่ยวกับงานที่จะทำ แต่เมื่อโตขึ้น เราต่างก็ยอมรับว่าอุดมการณ์ในการทำงาน มันไม่อาจเกิดขึ้นจริงได้

สิ่งหนึ่งที่ค้นพบเมื่อเร็ว ๆ นี้และยังไม่ได้ถูกพูดถึงมากนักคือ ความคิดเห็นที่ไม่ได้แตกต่างกันมากนักของคนแต่ละรุ่นเกี่ยวกับความยุติธรรมของระบบเศรษฐกิจ โดยศูนย์วิจัย PEW ได้รายงานว่า คน Gen-B ประมาณ 60% และคน Gen-Y ประมาณ 66% กล่าวว่าระบบเศรษฐกิจไม่ได้ให้สิทธิประโยชน์อย่างเป็นธรรม และกว่า  80% ของคนทั้งสองรุ่น ได้กล่าวว่าความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจเป็นปัญหาใหญ่

ว่าแต่ความเชื่อมั่นในทางการเมืองจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้หรือ? คำตอบพบว่า กว่า 2 ใน 3 ของคนทั้งสองรุ่น กล่าวว่าพวกเขาเชื่อมั่นในรัฐบาล “ที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง” ในบางครั้งบางคราวเท่านั้น

ความจริงคือทั้งคน Gen-B และ Gen-Y ต่างต้องการให้ธุรกิจดีขึ้น ต้องการให้ธุรกิจเป็นแรงผลักดันด้านบวกให้สังคม สร้างชุมชนที่แข็งแรง สิ่งแวดล้อมที่สะอาด และสร้างอาชีพที่มีคุณค่าและดีกว่าเดิม

เรายืนยันว่าความแตกต่างระหว่างรุ่นเป็นเพียงสิ่งที่ห่อหุ้มพวกเขา เช่น รสนิยมในการแต่งตัวตามยุคสมัยและเพลงที่พวกเขาชอบฟัง ความแตกต่างเหล่านี้อาจดูเหมือนยากที่จะทำให้พวกเขาเข้ากันได้ แต่มันไม่ได้หมายความว่าคนแต่ละรุ่นจะมีความนึกคิดที่ต่างกันไปซะทุกเรื่อง

สิ่งที่ต้องทำ

เราต้องสร้างเรื่องราวทางธุรกิจให้น่าสนใจขึ้น โดยใช้ปัญหาทางสังคมมาเป็นตัวจุดประกาย เพราะทั้งคน Gen-B และ Gen-Y มักจะไม่พอใจ ในการมองสังคมว่าเป็นเพียง “ส่วนเสริม” ที่ต้องช่วยเหลือ ในยามที่มีกำไรเหลือเท่านั้น

ธุรกิจต้องขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยเป้าหมายหรือการค้นพบใหม่ๆ ซึ่งเป้าหมายนั้นจะต้องมีความเป็นกลางเพื่อให้เข้าถึงทุกคนได้มากขึ้น จากที่คิดเพียงเพื่อสร้างเม็ดเงินให้ผู้ถือหุ้นเท่านั้น

การจะทำให้เป้าหมายเป็นกลางต้องเข้าใจว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียซึ่งรวมไปถึงชุมชนและสังคมนั้นจะได้รับผลกระทบจากรูปแบบธุรกิจอย่างไร และพวกเขากำลังทำงานอย่างไรเพื่อนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ต้องการมากกว่าเพียงแค่การทุเลาเบาบางผลลัพธ์ที่ไม่ดีลงไป

พวกผู้นำต้องเข้าใจว่าพวกเขาเองก็อาศัยอยู่ในสังคมด้วย ไม่ใช่สนใจแค่การแข่งขันในตลาดเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าพวกผู้นำจะต้องจัดการกับปัญหาทางสังคม โดยเฉพาะสิ่งที่มีความสำคัญต่อรูปแบบธุรกิจของพวกเขา

กุญแจสำคัญในการสร้างวิสัยทัศน์ของทุนนิยมที่ดีกว่าก็คือความตระหนักว่าธุรกิจเป็นพื้นฐานขององค์กรมนุษย์ เราต้องมองคนอื่นๆว่าพวกเขาก็เป็นมนุษย์ทั่วไป ไม่ใช่มองว่าเป็นตัวแทนทางธุรกิจที่แสวงหาแต่ผลประโยชน์เข้าตัวเอง

ให้มองธุรกิจอย่างมนุษย์ทั่วไปคนหนึ่ง การรวมธุรกิจและจริยธรรมเข้าด้วยกันเป็นรูปแบบธุรกิจที่สามารถสร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคนได้ แน่นอนการพูดนั้นง่ายกว่าการลงมือทำ แต่ถ้าเราสามารถใช้จินตนาการที่สร้างสรรค์ของเราได้ เราก็จะสามารถสร้างธุรกิจที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและสามารถสร้างโลกให้ดีกว่าได้เช่นกัน

ที่มา : https://sloanreview.mit.edu/article/is-there-a-generation-gap-in-business/

Join the conversation

Great! Next, complete checkout for full access to SHiFT Your Future.
Welcome back! You've successfully signed in.
You've successfully subscribed to SHiFT Your Future.
Success! Your account is fully activated, you now have access to all content.
Success! Your billing info has been updated.
Your billing was not updated.