fbpx
Menu
The Open Source

คุยกับ HR: เขียน Resume ยังไงให้เพิ่มโอกาสการได้งาน?

Resume


In Summary

  • ทำ Profile ก่อนทำ Resume ด้วยการค้นหาองค์ประกอบต่างๆ ของตัวเราก่อน
  • ศึกษาตำแหน่งงาน สถานการณ์ และองค์กรที่จะสมัครให้ดี 
  • เลือกองค์ประกอบใน Profile ของเรามาใส่ใน Resume แล้วปรับแต่งให้เหมาะสมกับงาน
  • ห้าม Fake/โกหก/โอ้อวด/โฆษณาเกินจริง เพราะผู้สัมภาษณ์เก่งๆ ดูออก

ระยะหลังๆมานี้เราจะเริ่มเห็นคำแนะนำการเขียน Resume หรือการสัมภาษณ์งานที่มักจะจั่วหัวประมาณว่า ‘ทำแบบนี้ได้งานแน่’ ‘เขียนแบบนี้ให้ได้งาน’ หรือ ‘ตอบแบบนี้เพื่อให้ได้งาน’

ในฐานะ HR ขอตอบแบบฟันธงไปเลยว่า ไม่จริง นะครับ เพราะการจะได้งานสักที่หนึ่ง มันมีปลายปัจจัยมากที่พร้อมจะขัดขวางให้เราไม่ได้งาน แม้ว่าเราจะทำตามคำแนะนำ 100% เป๊ะๆ ก็ตาม 

ดังนั้น ถ้าหากใครบอกว่า ทำแบบนี้ได้งานชัวร์ ไม่จริงครับ สิ่งที่เป็นจริงคือ ‘เพิ่มโอกาสได้งาน’ มากกว่า ซึ่งรวมไปถึงการเขียน Resume ด้วย 

“ไม่มีใครได้งานจาก Resume ที่เขียนได้ดีมากๆ แต่ถ้า Resume เขียนไม่ดี ก็ไม่มีโอกาสได้งานเลย” – ผมกล่าวเอง

แล้วเราควรเขียน Resume อย่างไรให้เพิ่มโอกาสการได้งาน?

คำตอบก็คือ “สื่อตัวตนให้ชัดเจน และเหมาะสมกับงานที่(จะ)สมัคร”

ในคำตอบที่เรียบง่ายนี้ มีสิ่งที่ต้องทำมากมายเหลือเกิน เราจะมาดูทีละส่วนกัน

Photo from: Unsplash

1) สื่อตัวตนให้ชัดเจน

ความยากไม่ใช่การสื่อสารตัวตนของเรา แต่ความยากคือการรู้อย่างชัดเจนว่าประวัติส่วนตัว หรือ Profile ของเราเป็นอย่างไรต่างหาก ทั้งสิ่งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ยกตัวอย่าง ระหว่างการเล่าประวัติการศึกษา กับการพัฒนาทักษะที่ผ่านมา อันไหนง่ายกว่ากัน?

แหงละ ต้องเป็นประวัติการศึกษาอยู่แล้ว เพราะเรามีทั้งวุฒิและประวัติการลงทะเบียนกับมหาวิทยาลัย มันจับต้องได้มากกว่านั่นเอง 

Profile ส่วนที่เป็นรูปธรรมค่อนข้างง่าย เพราะเรามีข้อมูลและเห็นชัดเจนอยู่แล้ว ประกอบไปด้วยส่วนต่างๆดังนี้

  • Physical Nature – สุขภาพและสภาพร่างกายของเรา งานบางอย่างต้องใช้ส่วนสูงเฉพาะ งานบางอย่างต้องใช้รูปลักษณ์ภายนอก เป็นต้น (อนึ่ง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นการเหยียดแต่อย่างใด)
  • Family – พื้นเพครอบครัวและบรรพบุรุษ ที่อยู่อาศัย ช่องทางการติดต่อ สิ่งเหล่านี้มีผลในการพิจารณาเบื้องต้นแต่ไม่ใช่เกณฑ์ในการรับคน
  • Education – เรายังคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการศึกษายังคงเป็น 1 ในเกณฑ์เบื้องต้นที่บริษัทพิจารณา ทั้งสายวิชาที่เรียน หรือแม้แต่มหาวิทยาลัย แต่สิ่งเหล่านี้กำลังจะเปลี่ยนไป…
  • Lifestyle – การใช้ชีวิตและความชอบส่วนตัว สิ่งนี้ไม่เพียงบอกตัวตนแต่บอกถึงแนวโน้มการใช้เงินใช้เวลา รวมไปถึงผลกระทบต่อความใฝ่ฝันในอนาคตอีกด้วย
  • Digital Footprint – ทุกวันนี้พฤติกรรม ธุรกรรม หรือการแสดงความคิดเห็นต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตสามารถบ่งบอกถึงตัวเราได้อย่างง่ายดายมากขึ้นและเป็นส่วนที่ HR ใช้เช็คเรื่องพฤติกรรมเป็นหลัก (ประกอบการตัดสินใจเท่านั้น)
  • Financial – สถานะทางการเงิน ความจำเป็นทางการเงิน สินทรัพย์หนี้สิน ซึ่งสิ่งนี้จะสื่อถึงเงินเดือนที่ต้องการนั่นเอง

Profile ส่วนที่ยากกว่าคือสิ่งที่เป็นนามธรรมเพราะจับต้องไม่ได้ และเปลี่ยนแปลงได้แทบจะตลอดเวลา ผมจำแนกเป็นสิ่งเหล่านี้

  • Personality – บุคลิกลักษณะนิสัยเป็นสิ่งที่แยกแต่ละคนว่ามีพื้นฐานความคิด, ทัศนคติและแนวโน้มพฤติกรรมอย่างไร
  • Achievement – ผลงานและประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการจะได้งาน ที่มันเป็นนามธรรมเพราะ มีผู้สมัครไม่น้อยที่ไม่รู้ถึงผลงานของตัวเองเลย
  • Skill/Competency – ทักษะและความสามารถ ไม่ว่าจะเป็น Soft Skills หรือ Hard Skills
  • Motivation/Aspiration – ความใฝ่ฝัน แรงจูงใจ แรงผลักดัน มุมมองและทัศนคติต่างๆ ต่อการใช้ชีวิตและการทำงาน

แนวทางการเตรียม Profile

  1. บันทึก Profile ที่เป็นรูปธรรมเหล่านี้ออกมาก่อน จะเป็นในรูปแบบการจดหรือการพิมพ์เก็บไว้ก็ได้ให้ละเอียดที่สุด
    1. Physical Nature, Family, Education คือส่วนที่เราสามารถเขียนได้แทบจะทันที
    2. วิธีหา Lifestyle อย่างง่ายที่สุดคือ เราหมดเวลาและเงินไปกับอะไรมากที่สุด ที่ไม่ใช่สิ่งจำเป็น
    3. Digital Footprint ดูได้จาก Page หรือ Channel ที่เราตาม ความ Active และ Post ของเราในสื่อสังคมออนไลน์(ไม่แนะนำให้เปลี่ยน ปกปิด หรือปรับแต่งให้ดูเกินจริง)
    4. Financial หรือเงินเดือนที่ต้องการ เราสามารถรู้ได้จากปัจจัยที่จำเป็น(ย้ำว่า จำเป็น)ต่อการดำรงชีวิตของเรา เช่น ค่าที่พัก ค่าเดินทาง เป็นต้น
  1. Profile ส่วนที่เป็นนามธรรม อาจต้องมีการใช้คำถามเข้ามาช่วยเพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
    1. Personality สามารถใช้แบบทดสอบที่มีทั่วไปเพื่อค้นหาบุคลิกภาพได้เลย เพราะแบบทดสอบพวกนี้ผ่านการค้นคว้าวิจัยมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ตรง 100% จึงอาจต้องมีการเช็คตัวเองย้อนหลังด้วย
    2. Achievement ผลงานของเราทั้งหมด (ย้ำว่า ทั้งหมด) คำถามนำที่สามารถใช้ก็คือ อะไรที่เราภูมิใจที่ได้ทำ? อะไรที่คนอื่นสามารถยืนยันได้? อะไรที่คนอื่นได้ประโยชน์ด้วย? เขียนผลงานและความรับผิดชอบออกมา และถ้าสามารถสื่อออกมาให้จับต้องได้จะดีมาก
    3. Skill/Competency ทักษะจะเป็นตัวชี้วัดถึงความสามารถในการทำงานจริง สามารถถามด้วยคำถามเหล่านี้
      1. เราบริหารจัดการงานอย่างไร?
      2. เราบริหารจัดการคนอย่างไร?
      3. เราบริหารจัดการตัวเองอย่างไร?
    4. Motivation/Aspiration ถ้าพูดถึงเป้าหมายอย่างเดียวก็อาจจะเป็นนามธรรมเกินไป สิ่งที่จะเข้ามาช่วยให้การค้นหาสิ่งเหล่านี้ง่ายขึ้นจะเป็นคุณค่าในการทำงานที่เราชอบ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ สภาพแวดล้อมการทำงาน (Work Culture) แบบไหนที่เหมาะสมกับเรา
      1. การตั้งเป้าหมายไม่ควรตั้งเป็นอาชีพหรือแม้แต่ตำแหน่งแต่ควรตั้งเป็นลักษณะของการทำงานมากกว่า เช่น ในอีก 3 ปีอยากจะเขียนหนังสือสักเล่ม ในอีก 5 ปีอยากจะมีช่องทางการทำงานที่มากกว่า 1 ช่องทางอย่างชัดเจน เป็นต้น 
      2. สภาพแวดล้อมการทำงาน สามารถใช้คำถามเหล่านี้เพื่อสะท้อนตัวตนของเราเองได้
        1. เป้าหมายของบริษัท/อาชีพแบบไหนที่เราอยากทำงานด้วย?
        2. ลักษณะผู้นำแบบไหนที่เราสบายใจที่จะทำงานด้วย?
        3. เพื่อนร่วมงานแบบไหนที่เราอยากมี?
        4. สถานที่ทำงานแบบไหนที่เราชอบ?
        5. ลักษณะและขั้นตอนการทำงานเป็นแบบไหน?
Photo from: Unsplash

2) เหมาะสมกับงานที่(จะ)สมัคร

เชื่อว่าหลายๆคนเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ‘สมัครงาน 10 ที่ ก็ต้องใช้ Resume 10 แบบ’ คำกล่าวนี้เป็นเรื่องจริง เพียงแต่คนส่วนมากไม่ได้มีการทำ Profile เอาไว้ก่อน พอถึงเวลาสมัครงานก็เลยกลายเป็น Resume แบบเดียวร่อน 10 บริษัท

สำหรับผมแล้ว Resume คือ Profile ฉบับย่อ ที่นำมาเพียงผลงาน ทักษะ ตัวตนและตัวอย่างบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่สุดเท่านั้น ดังนั้นการสมัคร 10 ตำแหน่ง Resume ไม่มีทางเหมือนกัน 100% และการทำ Resume ไม่ใช่งานง่ายแต่ผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่ามากกว่าแค่การได้งานเพราะมันคือการรู้จักตัวตนทำให้เราชัดเจนยิ่งขึ้น

อย่าลืมว่า Resume เป็นเพียงใบเบิกทางเท่านั้น ยังมีการสัมภาษณ์รออยู่ ถ้าเราไม่ได้รู้จักตัวเราเองดีพอก็ไปตกสัมภาษณ์อยู่ดี ถ้าหากเจอ HR หรือหัวหน้างานที่ดูคนออก

แนวทางการเตรียม Resume

ในการทำ Resume ก่อนอื่นจะต้องทำความรู้จักตำแหน่งงาน สถานการณ์ และวัฒนธรรมของบริษัทที่จะสมัครเสียก่อน

ทั้ง 3 อย่างที่กล่าวไป จะเป็นตัวกำหนดว่าเราควรใส่อะไรใน Resume เพื่อให้สอดคล้องกับองค์กรบ้าง ในความเป็นจริงไม่มีอะไรที่ Perfect 100% แต่การเขียน Resume ที่อ้างอิงจากข้อมูลของบริษัทก่อนจะเป็นการเพิ่มโอกาสการได้งานให้มากขึ้นจริงๆ

  1. ตำแหน่งงาน คือหน้าที่ความรับผิดชอบของงานนั้นๆ ซึ่งส่วนมากเราจะพบได้ใน Job Description (JD) ที่ออกมาอยู่แล้วแต่ต้องอ่านและทำความเข้าใจให้มากพอเพื่อจะคัดเลือกผลงาน (ประสบการณ์ก็จะมาด้วย) และทักษะ Hard Skill ที่เกี่ยวข้องที่สุดมาใส่ใน Resume

ส่วนประกอบที่เกี่ยวข้อง

  • Achievement
    • เขียนโดยแบ่งเป็น Section โดยเฉพาะนอกจากประสบการณ์ของเราหรืออาจจะเขียนรวมในประสบการณ์ได้แต่ต้องอยู่อันดับต้นๆเพื่อเน้นให้เด่นขึ้น
    • ควรมีตัวเลขหรือผลลัพธ์ที่ชัดเจนให้คนอ่านนึกออกว่าสำเร็จอย่างไร เช่น ลดต้นทุนได้ 15% หรือ พัฒนาทักษะจนเพื่อนร่วมงานกว่า 90% สังเกตและให้ Feedback ที่ดียิ่งขึ้น
  • Skill/Competency
    • ทักษะ Hard Skill ที่มีใบประกาศหรือมาตรฐานรองรับจะยิ่งเสริมความน่าเชื่อถือมากขึ้น หรือถ้ามีผลงานที่เกี่ยวข้องกับทักษะนั้นๆก็ระบุมาด้วย
  1. สถานการณ์ คือสถานการณ์ของตำแหน่งนั้นๆ ใน JD อาจจะมี Requirement 10 ข้อ แต่ข้อที่ต้องการมากที่สุดอาจจะมีเพียงข้อเดียวก็ได้ เรารู้ได้จากการอ่าน JD บ่อยๆ หรือการสอบถามตรงๆ กับบริษัทหรือทีมงานในบริษัทนั้น สิ่งเหล่านี้ต้องค้นหาเพื่อจะคัดเลือกทักษะทั้ง Hard Skill และ Soft Skill มาใส่ใน Resume รวมถึง Personality บางอย่างที่ทำให้เราเข้ากับทีมได้ด้วย

ส่วนประกอบที่เกี่ยวข้อง

  • Skill/Competency
    • ทักษะ Soft Skill สามารถหาได้จาก Internet และเลือกเขียนสิ่งที่เราเข้าใจจริงๆว่าคืออะไร และต้องยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่ามีการใช้ทักษะนั้นๆ เช่น มีทักษะการสอน ตัวอย่าง ได้สอนชั้นเรียนเด็กจบใหม่ให้ทำ Resume เป็นและลำดับขั้นตอนเข้าใจได้ภายใน 3 ชั่วโมง และมี Feedback ในแง่บวกกว่า 97% เป็นต้น
  • Personality
    • สามารถใช้ Keyword จากผลทดสอบออนไลน์ต่างๆมาใช้ได้โดยอาจอธิบายใน Summary หรือมี Section แยกต่างหากเรื่อง Personality ก็ได้
  1. วัฒนธรรม คือบรรยากาศการทำงานหรือวิธีการทำงานที่องค์กรนี้เป็นในระยะหลังๆบริษัทพยายามสื่อสารสิ่งเหล่านี้ออกมาให้ชัดมากขึ้นใน JD มากยิ่งกว่านั้นเราสามารถสอบถามจากพนักงาน หรืออ่านจากข่าวสารองค์กรได้เช่นกัน สิ่งเหล่านี้ต้องค้นหาเพื่อจะรู้ว่าเหมาะกับตัวเราไหม ทั้งเป้าหมาย แรงจูงใจ ความชอบหรือทัศนคติส่วนตัว 

ส่วนประกอบที่เกี่ยวข้อง

  • Personality
    • สามารถใช้ Keyword จากผลทดสอบออนไลน์ต่างๆมาใช้ได้ โดยอาจอธิบายใน Summary หรือมี Section แยกต่างหากเรื่อง Personality ก็ได้ สามารถพ่วงกับ Motivation/Aspiration ในรูปแบบประโยคสั้นๆได้
  • Motivation/Aspiration
    • ในการนำเสนอแรงจูงใจหรือคุณค่าการทำงาน วิธีง่ายสุดคือใส่ใน Summary ของเราด้วยประโยคสั้นๆ สามารถพ่วงกับ Personality ได้ เช่น Practical person with eagerness to act หรือ Complicate thinker and focus on big picture เป็นต้น
ต่อยอดจาก Stanfordสู่คอร์สออนไลน์ Designing Your Work Life

 

จากคอร์สเรียน Design Thinking ที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก

โดย บิล เบอร์เนตต์ และ เดฟ อีวานส์ ที่ดึงดูดนักเรียนหัวกะทิ

ด้วยแนวคิดที่ว่า ‘ไม่ว่าใครๆ ก็ออกแบบชีวิตใหม่ได้’

วันนี้เราต่อยอดคอร์สเรียนสุดฮิต มาเสิร์ฟให้คุณถึงหน้าจอแล้ว

No Comments

    Leave a Reply

    คอนเทนต์แบบ exclusive!

    รับอัพเดท บทสรุปประจำสัปดาห์ คอนเทนต์พิเศษอื่นๆ