fbpx
Menu
The Open Source

คุยกับ HR: เป็นเด็กจบใหม่ในยุคโควิด จะหางานทำหรือเรียนต่อดี?

HR

In Summary

  • การจะเลือกทำงานหรือเรียนต่อ ไม่มีทางไหนถูกหรือผิด แต่แรงจูงใจที่เลือกมีถูกมีผิด ดังนั้นถ้าจะทำงานหรือเรียนต่อ เราต้องถามกลับทันทีว่า “เป้าหมายของเราคืออะไร?”
  • ความสำเร็จเกิดจากการลงมือทำ (ที่ชัดเจน) และการลงมือทำ (ที่ชัดเจน) ก็เกิดจากเป้าหมายที่ชัดเจนนั่นเอง ซึ่งการลงมือทำที่อาจจะไม่เหมาะสม บนรากฐานของเป้าหมายที่ถูกต้อง ก็ยังดีกว่าการลงมือทำที่สมบูรณ์แบบโดยปราศจากเป้าหมาย
  • การตั้งเป้าหมายการทำงานที่ง่ายที่สุด คือการดูจาก Work Value หรือลักษณะการทำงานที่เราให้คุณค่า เช่น อยากทำงานกับคนเยอะๆ อยากมีโอกาสดูแลลูกน้อง อยากทำงานที่เงินดี อยากเป็นที่รู้จัก
  • ดังนั้น จะทำงานหรือเรียนต่อไม่มีตายตัวว่าควรทำอันไหนก่อนหลัง และ ณ จุดนี้ ถ้าหากเรามีเป้าหมายที่ดีและชัดเจน ‘ความเชื่อ’ ต่างๆ ก็ทำอะไรเราไม่ได้

เคยเห็นรุ่นพี่จบมาทำงานเลย ก็ได้เป็น Manager ในเวลาไม่กี่ปี

เรียนจบโท ได้เงินเดือนเพิ่มขึ้นอีกตั้ง 10%

เลือกอะไรดี?

เรื่องนี้เชื่อว่า ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่พึ่งเกิดในช่วง COVID-19 แน่นอน จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้คุยกับน้องๆ จบใหม่ พบว่ามีมาหลายปีแล้วที่ไม่รู้ว่า จะเรียนต่อก่อนหรือทำงานเลยดี 

มาทำความเข้าใจก่อนว่า ไม่ว่าจะเรียนต่อหรือทำงานก่อน สุดท้ายแล้วก็จะมาจบที่การทำงานอยู่ดี ไม่ว่างานลักษณะไหนก็ตาม โอเคนะ

> ความเชื่อ

โดยส่วนตัวของผู้เขียนคิดว่าในความเป็นจริงแต่ละคนมีความต้องการต่างกัน ในบทความนี้จึงอยากจะแชร์มุมมองของ HR ต่อตัวอย่างความเชื่อในการเลือกไปทำงานหรือเรียนต่อ เพื่อป้องกันการยึดถือความเชื่อที่ผิดๆ ในการตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่งครับ

  1. ไม่รู้จะทำงานอะไร/ที่บ้านอยากให้เรียนต่อ เลยไปเรียนต่อ
  2. จบการศึกษาสูงขึ้น โอกาสเติบโตในงานน่าจะดีขึ้น เลยไปเรียนต่อ
  3. เพื่อน/รุ่นพี่ ประสบความสำเร็จ/รวยเร็ว เลยไปทำงาน
  4. ไม่มีเงินใช้ เลยไปทำงาน

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่า มีปัจจัยจากภายนอก เช่น คนรอบตัว สภาพทางการเงิน หรือแบบอย่างที่เคยเห็นมา ที่ส่งผลให้เราเลือกไปทางใดทางหนึ่ง

การจะเลือกทำงานหรือเรียนต่อ ไม่มีทางไหนถูกหรือผิด แต่แรงจูงใจที่เลือกมีถูกมีผิด ดังนั้น ถ้ามาถามผมว่า ทำงานหรือเรียนต่อดี? ผมต้องถามกลับทันทีใน 0.1 วินาที

“เป้าหมายของเราคืออะไร?”

Photo from: Unsplash

> เป้าหมาย = รากฐานสู่ความสำเร็จ

“You can’t build a great building on a weak foundation. You must have a solid foundation if you’re going to have a strong superstructure.” 

– Gordon B. Hinckley

ถ้าวิเคราะห์กันจริงจัง จะเห็นว่าความสำเร็จเกิดจากการลงมือทำ (ที่ชัดเจน) และการลงมือทำ (ที่ชัดเจน) ก็เกิดจากเป้าหมายที่ชัดเจนนั่นเอง การลงมือทำที่อาจจะไม่เหมาะสม บนรากฐานของเป้าหมายที่ถูกต้อง ดีกว่าการลงมือทำที่สมบูรณ์แบบโดยปราศจากเป้าหมาย

ตัวอย่าง:

  • เลือกจะเรียนต่อด้านธุรกิจที่เมืองนอก เพราะอยากต่อยอดความรู้ทางด้านเทคโนโลยีให้เอาไปปรับใช้ได้จริงกับบริษัท โดยที่เราไม่มีกำลังทรัพย์

ดีกว่า

  • ทำงานบริษัทใหญ่มั่นคง เงินเดือนดี เพียงแค่ 2-3 ปีก็ก้าวหน้าไปไกลแล้ว โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราชอบงานนี้หรือไม่

ดังนั้น ไม่ว่าจะเรียนต่อหรือทำงาน ถ้าตอบได้ชัดเจนว่าเราทำเพื่อพัฒนาหรือตอบอะไรในเป้าหมายของเรา นั่นคือการสร้าง Profile ของเราให้มั่นคง น่าเชื่อถือและชัดเจนยิ่งขึ้น และจะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น อย่าลืมว่า ‘ความสำเร็จ’ ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ตัวอย่างจากการสัมภาษณ์งาน: Profile ใครชัดเจนกว่า ได้เปรียบ เพราะผู้สัมภาษณ์จะจำคนที่มีคาแรคเตอร์ และเป้าหมายที่ชัดเจนกว่าได้ ถึงแม้อาจจะตรงหรือไม่ตรงกับงานก็ตาม ดังนั้นคนที่ชัดเจนได้เปรียบแน่นอน ไม่ว่าจะทำงานหรือเรียนต่อ

DON’T – การตั้งเป้าหมายของเราไม่ควรตั้งเป็นอาชีพ หรืออะไรที่เฉพาะเจาะจง เช่น จะเป็นระดับผู้จัดการ อยากทำงานกับองค์กรใหญ่ เพราะในความเป็นจริง เป้าหมายเหล่านี้อาจเปลี่ยนไปก็ได้เมื่อเวลาผ่านไป โดยอาจจะเป็นผลมาจากสิ่งที่ไม่คาดคิด เช่น COVID-19

DO – ตั้งเป้าหมายไปที่เนื้องานหรือ Action ที่เราทำ เช่น อยากดูแลลูกน้อง อยากเดินทางบ่อย อยากได้ลงมือทำจริง อยากสอนคนอื่น เป็นต้น 

ตัวอย่างเหล่านี้จะเห็นว่าเราสามารถปรับใช้กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ หรือเป็นการเปิดโอกาสให้กว้างขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ยังชัดเจนในสิ่งที่อยากทำไปด้วยในตัว เช่น อยากสอนคนอื่น อาจจะสอนเรื่องการใช้ชีวิต หรืออาจจะสอนเรื่องการเขียนโปรแกรม ซึ่งสุดท้ายคือการสอนคนอื่นอยู่ดี

Photo from: Unsplash

> ค้นหา ‘เป้าหมาย’ ได้ยังไง?

การตั้งเป้าหมายการทำงานที่ง่ายที่สุด คือการดูจาก Work Value หรือลักษณะการทำงานที่เราให้คุณค่า เช่น อยากทำงานกับคนเยอะๆ อยากมีโอกาสดูแลลูกน้อง อยากทำงานที่เงินดี อยากเป็นที่รู้จัก

ต้องบอกก่อนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ผิดนะครับ แต่ละคนมีสิทธิ์ที่อยากจะได้ลักษณะการทำงานที่แตกต่างกันอยู่แล้ว วิธีที่ดีที่สุดในการค้นหา Work Value ของเรา คือการถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้ (ในวงเล็บคือตัวอย่าง)

  1. อยากเห็น/อยากเป็นอะไรในวงกว้าง (วงสังคม/ท้องถิ่น/ประเทศ/โลก)?
  2. อยากทำ/อยากคลุกคลีกับงานแบบไหน (เจอคนเยอะ/แข่งขันสูง/Impact สูง)?
  3. ลักษณะของผู้นำ เพื่อนร่วมงาน และสภาพแวดล้อมแบบไหนที่เราสบายใจ (จริงจัง/สบายๆ/ลำดับขั้นชัดเจน)?

ดังนั้น คำถามเหล่านี้จะให้โครงร่างเป้าหมายของเรา เพื่อเป็นการต่อยอดไปสู่อาชีพ/บริษัทที่เข้าเกณฑ์เหล่านี้

Photo from: Unsplash

> จะหางานทำหรือเรียนต่อดี?

กลับมาที่คำถามหลัก ‘จะหางานทำหรือเรียนต่อดี?’ ถามตัวเองด้วยคำถามเหล่านี้

  1. เป้าหมายของเราคืออะไร?
  2. ทางเลือกที่เรามีคืออะไร?
  3. ทางเลือกเหล่านั้น จะสนับสนุนเป้าหมายของเราได้อย่างไรบ้าง?

ดังนั้น จะทำงานหรือเรียนต่อไม่มีตายตัวว่าควรทำอันไหนก่อนหลัง และ ณ จุดนี้ ถ้าหากเรามีเป้าหมายที่ดีและชัดเจน ‘ความเชื่อ’ ต่างๆ ก็ทำอะไรเราไม่ได้ กลับกัน เราอาจจะเป็นคนสร้าง ‘ความเชื่อ’ ใหม่ๆ ให้คนอื่นด้วยซ้ำ

———————-

โชติช่วง กังวานกิจมงคล (เอิน)

Chotechuang Kangwankijmongkol

เกี่ยวกับผู้เขียน คุณเอิน จากเพจ ‘คุยกับ HR’ ที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้สมัคร คนทำงานทั่วไปให้เข้าใจและเห็นภาพการทำงานของ HR มากขึ้น มีประสบการณ์โชกโชนทางด้าน Recruitment & Selection กว่า 6 ปี อ่าน Resume มากว่า 40,000 ฉบับ และสัมภาษณ์ผู้สมัครมาแล้วกว่า 2,000 คน ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง HR Business Partner ของบริษัท FMCG ระดับโลก ดูแลธุรกิจเครื่องดื่มทั้งหมดของโซน Asia Pacific

ต่อยอดจาก Stanfordสู่คอร์สออนไลน์ Designing Your Work Life

 

จากคอร์สเรียน Design Thinking ที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก

โดย บิล เบอร์เนตต์ และ เดฟ อีวานส์ ที่ดึงดูดนักเรียนหัวกะทิ

ด้วยแนวคิดที่ว่า ‘ไม่ว่าใครๆ ก็ออกแบบชีวิตใหม่ได้’

วันนี้เราต่อยอดคอร์สเรียนสุดฮิต มาเสิร์ฟให้คุณถึงหน้าจอแล้ว

No Comments

    Leave a Reply