คำทำนายจาก Bill Gates คนที่อยากรู้อยากเห็นจะอยู่รอดได้ในโลกการทำงานแห่งอนาคต

Jul 23, 2020 1 min read
คำทำนายจาก Bill Gates คนที่อยากรู้อยากเห็นจะอยู่รอดได้ในโลกการทำงานแห่งอนาคต

อะไรที่จะทำให้คุณได้เปรียบในปี 2030? บิลล์ เกตส์มีคำตอบ

บิลล์ เกตส์ มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง Microsoft ได้เปิดเผยแนวคิดส่วนตัวของเขาเพื่อตอบคำถามที่ว่า “ทักษะแบบไหนที่จะทำให้คนได้เปรียบในโลกการทำงานแห่งอนาคต?”

จากการขึ้นบรรยายให้นักเรียน ผู้ปกครอง และศิษย์เก่าที่โรงเรียนเก่าของเขาในซีแอตเทิลปีที่แล้ว เบอร์นี โน อาจารย์ใหญ่ได้ถามคำถามหนึ่ง ซึ่งเป็นคำถามที่ควรค่าแก่การจดจำสำหรับคนทำงานรุ่นต่อไป

“ทักษะอะไรที่นักเรียนในปัจจุบันจำเป็นต้องฝึกฝนเพื่อที่จะก้าวหน้าได้ในโลกการทำงานปี 2020-2040?”

บิลล์ตอบว่า “สำหรับนักเรียนรู้ที่เปี่ยมด้วยความอยากรู้อยากเห็น ช่วงเวลานี้เป็นเวลาทองของพวกคุณ พยายามหาความรู้ใหม่ๆ ให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะผ่านพอดแคสต์หรือคอร์สออนไลน์ต่างๆ เพราะตอนนี้ช่องทางเหล่านี้ได้พัฒนามาได้อย่างมีคุณภาพมาก”

บ่มเพาะความอยากรู้อยากเห็น

ในการเตรียมความพร้อมแก่นักเรียนเพื่อการทำงานในโลกอนาคต บิลล์เน้นย้ำอย่างหนักถึงความสำคัญของ ‘ความอยากรู้อยากเห็น’ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการหาความรู้ใหม่ๆ เขาสนับสนุนให้นักเรียนเดินหน้าเรียนรู้ในสาขาประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเศรษฐกิจ ซึ่งเขามองว่าสาขาเหล่านี้จะเป็นสาขาที่มีประโยชน์มากในการชี้วัดความสำเร็จในอนาคต

บิลล์กล่าวว่าการมี Growth Mindset เป็นทุนเดิมพร้อมด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความพร้อมที่จะเรียนรู้เสมอคือรากฐานสำคัญที่จะช่วยเตรียมความพร้อมให้นักเรียนสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม

ถึงแม้ว่าบิลล์จะลาออกจาก Harvard และเริ่มก่อตั้ง Microsoft ในปี 1975 เขาก็ยังคงโหยหาความรู้อย่างมากจนเขาไปลงเรียนคอร์สพิเศษต่างๆ มากมาย เพียงเพราะว่ามันฟังดูน่าสนใจและน่าสนุก

แม้กระทั่งทุกวันนี้บิลล์ก็ยังคงเป็นคนที่อยากรู้อยากเห็นและกระหายที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร New York Times บิลล์เล่าว่าเขาอ่านหนังสือกว่า 50 เล่มต่อปี “มันเป็นวิธีหลักที่ผมใช้ในการเรียนรู้ และผมใช้วิธีนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว”

วิทยาศาสตร์ของความอยากรู้อยากเห็น

หลายงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าความอยากรู้อยากเห็นไม่เพียงแต่เป็นกุญแจสำคัญในการเรียนรู้เท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนมีความพึงพอใจในชีวิตอีกด้วย และมีงานวิจัยอีกมากมายที่แสดงให้เห็นว่าความอยากรู้อยากเห็นทำให้คนมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น เชื่อมต่อกันได้อย่างใกล้ชิดขึ้น และทำให้การเข้าสังคมสนุกสนานมากขึ้น และในความเป็นจริงแล้วคนเรามักจะรู้สึกใกล้ชิดและดึงดูดเข้าหาคนที่แสดงความอยากรู้อยากเห็นได้ง่ายกว่าอยู่แล้วเช่นกัน

Harvard Business Review รายงานว่าคนที่มี ‘CQ’  (Curiosity Quotien หรือระดับความอยากรู้อยากเห็น เป็นคุณลักษณะที่จัดอยู่ในประเภทเดียวกับพวก IQ ที่เราคุ้นเคย) ในระดับสูงจะขี้สงสัยและสามารถผลิตไอเดียที่สร้างสรรค์และสดใหม่ได้มากกว่า และวิธีคิดแบบนี้จะนำไปสู่ระดับการเรียนรู้ที่สูงกว่าวิธีคิดแบบอื่น การมี CQ สูงคือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ด้วยวิธีง่ายๆ ที่ได้มาจากกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดจากความขี้สงสัยของเรา

ความอยากรู้อยากเห็นยังเป็นสิ่งสำคัญที่จะเพิ่มความเป็นผู้นำและยังช่วยปลดล็อคศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวเราและคนรอบข้างเราได้อีกด้วย ความไม่ลังเลที่จะสำรวจเรื่องราวใหม่ๆ และความกล้าที่จะถามคำถามทำให้ผู้นำที่มีคุณลักษณะนี้สามารถสังเกตเห็นทุกประเด็นที่ซ่อนอยู่ในทุกปัญหา และสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้

บ่อยครั้งที่คนที่มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยมและไม่ชอบความเปลี่ยนแปลงจะพยายามทำให้คนขี้สงสัยหยุดถามเพราะมองว่าทุกคำถามมีคำตอบเดิมๆ อยู่แล้ว แต่การสร้างโครงสร้างการทำงานที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นจะเป็นการเตรียมตัวเองให้เปิดรับมุมมองและไอเดียใหม่ๆ ที่อาจจะช่วยแก้ปัญหาซับซ้อนได้เร็วขึ้นอย่างคาดไม่ถึง

สรุปก็คือ ความอยากรู้อยากเห็นจะนำไปสู่ความชอบ หรือแพสชั่นที่จะเรียนรู้อยู่เสมอ และนั่นคือสิ่งที่พาบิลล์ เกตส์มาจนถึงทุกวันนี้

ที่มา: https://www.inc.com/marcel-schwantes/bill-gates-future-of-work-skills.html?cid=sf01001

Join the conversation

Great! Next, complete checkout for full access to SHiFT Your Future.
Welcome back! You've successfully signed in.
You've successfully subscribed to SHiFT Your Future.
Success! Your account is fully activated, you now have access to all content.
Success! Your billing info has been updated.
Your billing was not updated.