กลับมาทำงานออฟฟิศอย่างไรให้ไร้มลทิน (ทางจิตใจ)

Sep 4, 2020 1 min read
กลับมาทำงานออฟฟิศอย่างไรให้ไร้มลทิน (ทางจิตใจ)

In Summary

  • หลังจากรัฐเริ่มคลายมาตรการล็อกดาวน์กันไปบ้างแล้ว หลายบริษัททั่วโลกก็เริ่มเรียกพนักงานให้กลับทำงานที่ออฟฟิศ
  • ความกังวลครั้งนี้ไม่เหมือนตอนเปลี่ยนจากทำงานที่ออฟฟิศมา WFH เพราะมันคือการกลับไปสู่ภาวะปกติที่ไม่ปกติอีกต่อไป การต้องเปลี่ยนบางส่วนของชีวิตปกติให้เป็นไปตามมาตรการต่างๆ ยากกว่าการเปลี่ยนไปทำงานที่บ้านมาก
  • เคล็ดลับดีๆ ที่จะช่วยให้คุณเตรียมตัวกลับมาทำงานที่ออฟฟิศแบบนิวนอร์มอลได้มีดังนี้ ควบคุมความกังวลของตัวเอง เตรียมความอดทนและความยืดหยุ่นรอไว้เลย จัดการความคาดหวังของตัวเอง ทำตัวเป็นขุมพลังบวก มองเรื่องดีๆ และภาพกว้างเป็นหลัก

ใครๆ ก็กลับมากันหมด ส่วนเราก็ต้องกับไปทำงานที่ออฟฟิศแล้วสินะ

ในช่วงนี้รัฐเริ่มมีการคลายล็อกดาวน์ และบริษัททั่วโลกต่างก็ทยอยให้พนักงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิศอีกครั้ง หลายคนอาจกระตือรือร้นที่จะได้ออกจากบ้าน แต่ก็มีหลายคนที่ยังกังวล งานวิจัยจาก PwC แสดงให้เห็นว่า 70 เปอร์เซ้นต์ของพนักงาน 1,000 คนมีความกังวลที่จะต้องกลับไปทำงานที่ออฟฟิศ 51 เปอร์เซ็นต์กังวลเรื่องโรคติดต่อ ส่วนที่เหลือกังวลเรื่องการใช้ขนส่งสาธารณะ และลูกๆ ที่ยังคงเรียนจากที่บ้าน

จำตอนที่เราต้องเปลี่ยนจากทำงานที่ออฟฟิศมาเวิร์กฟอร์มโฮมได้ไหน? ซึ่งตอนนั้นหลายคนก็รู้สึกว่ามันท้าทายมาก แต่เราขอบอกว่าการกลับไปทำงานที่ออฟฟิศอาจท้าทายมากกว่า นั่นเพราะว่าการเปลี่ยนผ่านอย่างปุ๊บปั๊บ เป็นสิ่งที่สมองรับมือได้ง่ายกว่าที่เราคิด หลายเดือนที่แล้ว เราจำเป็นต้องเปลี่ยนไปทำงานที่บ้านทันทีโดยไม่มีสัญญานเตือน หรือคำแนะนำอะไรมาก่อน เราต้องใช้ความสร้างสรรค์ของตนเองในการเปลี่ยนห้องทานอาหารให้กลายเป็นห้องทำงาน ซึ่งความรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับเรื่องใหม่ๆ นี่แหละทำให้เรารับมือกับทุกอย่างได้ ยิ่งอะดรีนาลีนของเราหลั่งมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีความครีเอทีฟมากขึ้น และปรับตัวกับทุกอย่างได้ เราจะรู้สึกภูมิใจมากตอนนั้น เพราะเราทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำมาก่อน และเอาชนะความกังวลทั้งหมดได้

กลับกัน เวลาที่เราจะกลับไปทำงานที่ออฟฟิศ เราคาดหวังให้ทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติ สมองของเรามีโหมดที่เรียกว่า ‘โหมดบินอัตโนมัติ’ (Autopilot Mode) ที่ช่วยให้เราทำสิ่งที่ต้องทำเป็นกิจวัตรได้โดยแทบไม่รู้สึกตัว เหมือนเวลาที่คุณขับรถไปถึงที่ทำงานโดยแทบไม่รู้ตัวเลยว่าขับมาได้ไงนี่แหละ ซึ่งโหมดนี้ไม่ค่อยเหมาะสมในสถานการณ์นี้ เพราะคุณอาจใช้โหมดนี้ในการทำทุกอย่างเหมือนเดิมเวลากลับไปที่ออฟฟิศ โดยลืมไปว่าเรากำลังอยู่ในช่วงนิวนอร์มอลที่มีมาตรการมากมายที่ต้องระวัง เราต้องวัดไข้ก่อนเข้าออฟฟิศ ต้องนั่งห่างจากคนอื่น ต้องยืนต่อแถวซื้อของอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องใส่หน้ากากตลอดเวลา แน่นอนว่าจะนึกเรื่องพวกนี้ให้ออกอาจจะใช้แค่ 10 นาทีเท่านั้น แต่มันใช้พลังเยอะมาก  และในสัปดาห์แรกๆ คุณอาจต้องเจอสถานการณ์นี้หลายครั้งต่อวันเลยทีเดียว

Matosinhos, Porto/Portugal - 18 July 2020: Free outdoor jazz concert in "Casa da Arquitectura" during the pandemic of COVID-19. One woman left sitting on the chair after end of concert.
Photo by Maksym Kaharlytskyi / Unsplash

วันนี้เราหยิบเอา 5 วิธีที่จะช่วยรับมือกับสถานการณ์แปลกใหม่ทั้งหมด และเตรียมตัวให้คุณกลับไปทำงานที่ออฟฟิศได้อย่างราบรื่นมาฝากกัน มาเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันเลย

ควบคุมความกังวลของตัวเอง

คุณอาจรู้สึกกังวลอย่างมากที่จะต้องกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ และด้วยความกลัวจะไม่เป็นมืออาชีพจึงพยายามปกปิดไว้ แต่ทางที่ดีที่สุดคือให้เข้าใจตนเอง และหาใครสักคนคุยด้วย อาจจะเป็นเจ้านายหรือฝ่ายบุคคลก็ได้ การจัดการกับความกังวลที่ไม่ดี อาจทำให้เกิดผลที่ตามมาได้ เช่น คุณอาจรู้สึกไม่สบาย หรือความสัมพันธ์กับเพื่อนที่ทำงานอาจแย่ลง หรือคุณอาจจะกังวลมากเกินไป กลายเป็นพวกคลั่งกฎ และไล่จี้ทุกคนที่เผลอถอดหน้ากากก็ได้ ไม่ว่าคุณจะรู้สึกกังวลมากแต่ไหน ยอมรับมัน เข้าใจมัน และสื่อสารมันออกมาให้ใครสักคนฟัง

เตรียมความอดทนและความยืดหยุ่นรอไว้เลย

คาดการณ์ไว้เลยว่าข้อปฏิบัติในบริษัทของคุณจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ แน่นอน เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน หรือมีข้อมูลใหม่ๆ มาตรการก็อาจเปลี่ยนตาม เตรียมความอดทนและทำตัวเองให้ยืดหยุ่นรอรับเรื่องแบบนี้ไว้เลย คุณจะได้ไม่หงุดหงิดเวลาที่มันเกิดขึ้น เวลาเกิดการเปลี่ยนแปลง อย่าโทษบริษัทของคุณว่าไม่มีการจัดการที่ดี เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ให้มองว่านั่นเป็นสัญญานที่ดีว่าบริษัทกำลังเรียนรู้และพัฒนา จำไว้ว่าอย่าปรับตัวเองเข้าสู่โหมดอัตโนมัติเร็วเกินไป เพราะคุณยังต้องเจอการเปลี่ยนแปลงอีกมาก

ที่สำคัญที่สุดคือ อย่าลืมเห็นอกเห็นใจเจ้านายของคุณด้วย อย่ากล่าวโทษพวกเขาเวลาที่เกิดข้อผิดพลาด นอกจากเขาจะต้องจัดการความกังวลของตนเองแล้ว เขาก็ต้องดูแลพวกคุณอีก ในสถานการณ์แบบนี้ ความเห็นอกเห็นใจ และเข้าใจกัน สำคัญที่สุด

จัดการความคาดหวังของตัวเอง

เรามักจะคาดหวังให้คนอื่นเข้าใจเรา คาดหวังว่าคนอื่นจะคิดเหมือนเรา และมีสมมุติฐานแบบเดียวกับเรา ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ผิดมาก แทนที่จะมานั่งคิดแทนกัน สิ่งที่ควรทำคือการสื่อสาร หากต้องการอะไรก็ให้หาวิธีพูดที่ให้เกียรติและจริงใจ เช่น ถ้าคุณยังมีความจำเป็นต้องดูแลลูก เพราะลูกเรียนที่บ้าน บอกเจ้านายของคุณดีๆ เพื่อขอตารางงานที่ยืดหยุ่นขึ้น อย่าคิดไปก่อนว่าเขาจะต้องรู้เรื่องนี้

หรือถ้าคุณเป็นเจ้านาย เมื่อลูกน้องถามคำถามที่ยังไม่มีคำตอบที่น่าพอใจ บอกพวกเขาอย่างตรงไปตรงมา แจ้งข่าวทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง แสดงให้พวกเขาเห็นว่าคุณกำลังทำเต็มที่เพื่อดูแลพวกเขา

ทำตัวเป็นขุมพลังบวก

วิธีการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งคือการพยายามทำให้สถานการณ์โดยรวมดีขึ้น ชวนคนในทีมคุยเรื่องตลกขบขัน ติดต่อกับเพื่อนร่วมงานที่ยังทำงานที่บ้านอย่างสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้พวกเขารู้สึกว่าตนเองพลาดอะไรไป คิดค้นหาวิธีให้กำลังใจที่ดีแทนการกอดหรือจับมือ ซึ่งทำไม่ได้ในสถานการณ์เช่นนี้ เวลามีใครเผลอทำผิดกฏ เช่น เผลอลืมหน้ากากอนามัย พยายามเปลี่ยนให้เป็นเรื่องขบขนมากกว่าที่จะด่าทอคนคนนั้น ความเป็นเพื่อนและความร่วมมือกันสร้างความสุข คือตัวช่วยที่ดีที่สุดในการลดความตึงเครียดของสถานการณ์เช่นนี้

มองเรื่องดีๆ และภาพกว้างเป็นหลัก

การเปลี่ยนผ่านไปสู่นิวนอร์มอลไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มีรายละเอียดจุกจิกมากมายที่กำลังรอการเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่วนมากเป็นเรื่องที่คุณควบคุมไม่ได้ แต่สิ่งที่คุณควบคุมได้คือมุมมองที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น อย่ามัวแต่หัวเสียการเรื่องยิบย่อย ลองหันมามองภาพกว้างกันดีกว่า เรากำลังอยู่ในช่วงที่ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่โลกต้องจารึก ลองโฟกัสที่แง่มุมดีๆ เตรียมคำตอบสำหรับคำถามว่า “หนึ่งปีหลังจากนี้ ถ้ามีคนถามว่าการใช้ชีวิตผ่าช่วงโควิด-19 เปลี่ยนคุณให้เป็นคนที่ดีขึ้นในทางไหนบ้าง?” การตอบคำถามนี้จะทำให้คุณมองหาแต่เรื่องดีๆ และมองภาพกว้างว่าที่ผ่านมาทั้งหมดแล้ว มีอะไรดีๆ เกิดขึ้นบ้าง และมันจะช่วยให้คุณรู้สึกดีขึ้น

เหตุการณ์ที่เรากำลังประสบกันอยู่นี้ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ เป็นเรื่องใหม่ๆ ที่เราและคนทั้งโลกต้องรับมือ และสามารถส้างโอกาสในอนาคตได้อีกมากมาย อยู่ที่คุณแล้วว่าคุณจะเลือกใช้ชีวิตให้ผ่านช่วงนี้ไปอย่างขมขื่น หรือเรียนรู้จากมัน ยืดอกกลับไปทำงาน พร้อมรับมือกับสิ่งใหม่ๆ แล้วคุณจะค้นพบแง่มุมดีๆ ที่ซ่อนอยู่

Source

Join the conversation

Great! Next, complete checkout for full access to SHiFT Your Future.
Welcome back! You've successfully signed in.
You've successfully subscribed to SHiFT Your Future.
Success! Your account is fully activated, you now have access to all content.
Success! Your billing info has been updated.
Your billing was not updated.