4 ข้อที่ทำให้เห็นว่า “Founder” และ “CEO” นั้นแตกต่างกันอย่าง?

Apr 24, 2020 1 min read
4 ข้อที่ทำให้เห็นว่า “Founder” และ “CEO” นั้นแตกต่างกันอย่าง?

ในบริษัท Startup หลายๆ แห่ง ผู้ก่อตั้ง (Founder) หรือ ผู้บริหารสูงสุด (CEO) นั้นแทบไม่ต่างกับคนที่มีพลังพิเศษ เพราะไม่เพียงแต่มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ อยู่เสมอแล้ว พวกเขายังสามารถทำให้ความคิดเหล่านั้นเป็นจริงได้อีกด้วย ไม่เชื่อลองนึกถึง มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก สตีฟ จ็อบส์ หรือ เดวิด เบินนอฟ David Benioff (ผู้ร่วมเขียนบท Game of Thrones) 

คุณคิดว่า 3 ชื่อนี้ดูมีพลังใช่ไหมล่ะ

ความจริงคือผู้ก่อตั้งและซีอีโอมีบทบาทหน้าที่ ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน มีเพียงหนึ่งในสี่ของบรรดาผู้ก่อตั้งเท่านั้นที่ยังสามารถดำรงตำแหน่งซีอีโอได้เมื่อมี IPO เข้ามา (การเสนอขายหุ้นให้บุคคลทั่วไป) ซึ่งแปลว่า ส่วนใหญ่หรือเกือบ 80% ผู้ก่อตั้งไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งซีอีโอได้

บทความนี้จะแบ่งปันความรู้ในการเปลี่ยนจากผู้ก่อตั้งมาเป็นซีอีโอ โดยดูจากกรณีของบริษัทอย่าง Simple Health ซึ่งเราหวังว่าความรู้เหล่านี้ จะช่วยให้คุณเป็น 20% ของผู้ก่อตั้งที่เหลือรอดไปดำรงตำแหน่งซีอีโอ 

แต่ก่อนอื่นเรามาดูความแตกต่างหลักๆ ของทั้ง 2 หน้าที่กันก่อนดีกว่าว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกันตรงไหนบ้าง

Founder 

– มีวิสัยทัศน์ที่สร้างสรรค์
– จุดไฟให้คนอื่นได้เห็นสิ่งที่คุณเห็น
– หาโอกาสพัฒนาให้สิ่งที่คิดเป็นจริงได้
– สามารถตัดสินใจว่าใครจะเป็นตัวแทนขององค์กรเพื่อช่วยให้องค์กรโตขึ้นได้

CEO 

– คิดค้นโครงสร้างและขั้นตอนการทำงานในองค์กรและแก้ปัญหาต่างๆ
– คอยสนับสนุนบริษัทและพาร์ทเนอร์อื่นๆ
– คิดค้นกลยุทธ์และแผนการในแต่ละด้านขององค์กร
– ตัดสินใจเรื่องยากๆ ที่ส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตขององค์กร

ข้อที่ 1 ทุกคนจะรัก Founder แต่ไม่ได้รัก CEO มากนัก

ในตอนแรก ก่อนที่จะได้มาซึ่งสินค้าหรือการหาตลาดที่เหมาะสม บทบาทของผู้ก่อตั้งจะมีความน่าตื่นเต้นและเหลือเชื่อในเวลาเดียวกัน ทุกอย่างเป็นไปได้และไร้ขีดจำกัด คุณมีทีมเล็กๆ ที่ทุกคนเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของคุณ ทำให้คุณมองเห็นความก้าวหน้าของบริษัทอยู่เสมอ

แต่เมื่อบริษัทเติบโตขึ้น ผู้ก่อตั้งเปลี่ยนไปดำรงตำแหน่ง CEO คราวนี้แหละที่จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างมากมาย งานของ CEO คือการกำหนดสิ่งที่องค์กรต้องโฟกัส ซึ่งการตัดสินใจบางอย่างอาจจะนำคุณไปสู่ความขัดแย้งกับคนในองค์กรได้ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะคุณกำลังอยู่ในฐานะ CEO ที่ต้องนำทางองค์กร 

แม้บางเรื่องจะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับพนักงานส่วนใหญ่ แต่ถ้ามันทำให้พนักงานเกิดความวิตกกังวล คุณก็มีหน้าที่ต้องจัดการปัญหาเหล่านั้นโดยเร็วที่สุด รวมๆ แล้วหน้าที่ความรับผิดชอบก็จะมากขึ้นและมีผลที่ยิ่งใหญ่ขึ้นนั่นเอง 

นี่คือสาเหตุที่หลายคนมองว่าตำแหน่ง CEO ค่อนข้าง “โดดเดี่ยว” เพราะเมื่อคุณมีสิ่งที่จำเป็นต้องจัดลำดับความสำคัญมากขึ้น จึงเป็นเรื่องยากสำหรับคนในองค์กรที่จะเข้าใจการตัดสินใจของคุณ 

เคล็ดลับในการแก้ปัญหา : เมื่อองค์กรของคุณเติบโตขึ้น มุมมองและเป้าหมายของคุณจะกลายเป็นเอกลักษณ์ขององค์กร ทำให้พนักงานบางคนไม่เข้าใจการตัดสินใจของคุณในบางครั้ง คุณจึงควรพร้อมจะกล่าว “ขอโทษ” อยู่เสมอ และเดินหน้าทำงานต่อโดยทิ้งความขัดแย้งไว้ข้างหลัง

ข้อที่ 2 CEO ไม่สามารถใช้ความเห็นของตัวเองเป็นหลักได้
เมื่อวันเวลาผ่านไป คุณได้ก้าวขาเข้ามาทำหน้าที่ CEO วันวานของการเวิร์คช็อป หรือการทำกิจกรรมพัฒนาทักษะคนในทีมได้ค่อยๆผ่านไป และในวันหนึ่งแนวคิดที่ออกมาจากปากของคุณ อาจจะไม่ได้ว้าวเสมอไปแล้ว เพราะทุกๆ เรื่องต้องวัดจากกฏและข้อกำหนดของบริษัทอย่างจริงจัง
เคล็ดลับในการแก้ปัญหา : เมื่อมีการประชุมหรือการสนทนาเรื่องใดๆ กับคนในทีม นับจากนี้คุณก็ต้องเริ่มคิดวิเคราะห์ให้ดีเสียก่อนที่จะเผยแพร่ความคิดเหล่านั้นออกมา

ข้อที่ 3 การตัดสินใจของคุณจะยากขึ้นเรื่อยๆ 

เมื่อคำพูดของคุณมีความสำคัญมากขึ้น การตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ก็ต้องลำบากมากขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะเมื่อคุณก้าวเข้ามายืนในตำแหน่งที่จริงจังมากขึ้นแล้ว ต้องเตรียมใจเลยว่า ปัญหาหนักๆ และสถานการณ์ที่ยากลำบากจะเข้ามาหาคุณอยู่เรื่อยๆ ซึ่งถ้าคุณไม่ตัดสินใจหรือลงมือทำอะไรเลย แน่นอนว่าการทำงานจะต้องวุ่นวายมากขึ้น คุณอาจจะต้องตัดสินใจระหว่างเรื่องที่ยากกับเรื่องที่ยากมากๆ และที่สำคัญต้องแก้ปัญหาให้เร็วด้วย เพราะคนอื่นๆ ในองค์กรจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนถ้าหากคุณลังเลไม่ตัดสินใจสักที 

เคล็ดลับในการแก้ปัญหา : ต้องพร้อมรับมือกับการตัดสินใจที่ลำบากตลอดเวลา เพราะเมื่อมีอะไรเกิดขึ้นคุณจะได้ไม่ต้องกังวลและพะวักพะวงมากจนเกินไป

ข้อที่ 4 CEO ต้องสร้างภาพรวมทั้งองค์กร ไม่ใช่เฉพาะแค่ตัวสินค้าใดสินค้าหนึ่ง

ในขณะที่ Founder เป็นผู้ริเริ่มตัวองค์กร แต่หน้าที่ของการเป็น CEO คือทำให้องค์กรก้าวไปข้างหน้าอย่างมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งนั่นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางความคิดเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เรื่องการพัฒนาสินค้าหนึ่งชิ้นแล้วก็จบไป แต่ต้องคิดอีกด้วยว่าสินค้าเหล่านี้จะต่อยอดออกมาเป็นสินค้าใหม่ๆ ได้บ้างหรือไม่ในระยะยาว

ตรงนี้คำถามที่คุณควรนึกถึงอยู่เสมอก็คือ 

– ข้อมูลต่างๆ จะมีการเคลื่อนที่อย่างไร ทั้งภายในและภายนอก?

– การตัดสินใจจะเป็นในรูปแบบไหน ใครหรือฝ่ายไหนต้องรับผิดชอบบ้าง? 

– โอกาสไหนที่ควรคว้าไว้และทำไมต้องเลือกโอกาสนั้นๆ ? 

แน่นอนว่าการหาคำตอบที่ถูกต้องจะไม่ใช่เรื่องง่าย ความสามารถและทักษะแรกๆ ที่คุณใช้เมื่อตอนเป็น Founder อาจจะไม่มีประโยชน์มากนักในตอนนี้ ความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ที่คุณใช้เพื่อผลิตสินค้าออกมาอาจจะไม่เท่ากับความยากที่ต้องใช้เหตุผลเป็นหลักเมื่อรับหน้าที่ CEO

เคล็ดลับในการแก้ปัญหา : ต้องเข้าใจว่า การใช้ความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองคนเดียวเพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ มีความแตกต่างอย่างมากกับการใช้สมองเพื่อบริหารลูกทีมในองค์กร เพราะหน้าที่หลักๆของ CEO ก็คือการใช้ทักษะเพื่อบริหารคนจำนวนมากนั่นเอง

ข้อควรคิด

จากหลากหลายความเห็นและมุมมองทั้ง 4 ข้อที่ว่ามานี้ น่าจะมีส่วนช่วยให้คุณได้เข้าใจถึงความแตกต่างของการทำงานใน 2 บทบาทนี้มากขึ้น และจะช่วยชี้ทางให้คุณสามารถจัดการสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้ไอเดียในการสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่มีคุณภาพและน่าสนใจในฐานะ Founder แต่ก็สามารถบริหารองค์กรและดูแลทีมให้มีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดในฐานะ CEO ได้เช่นกัน 

ที่มา https://marker.medium.com/the-3-big-ways-that-founder-and-ceo-are-different-jobs-98cb009290ac

Join the conversation

Great! Next, complete checkout for full access to SHiFT Your Future.
Welcome back! You've successfully signed in.
You've successfully subscribed to SHiFT Your Future.
Success! Your account is fully activated, you now have access to all content.
Success! Your billing info has been updated.
Your billing was not updated.