fbpx
Menu
Leader SHIFT

ทักษะที่ต้องมีหากคิดจะเป็นผู้นำในยุคดิจิทัล

ผู้นำที่ดี คือปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันธุรกิจสู่ความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลที่มีการแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ว่าแต่ผู้นำที่ดี ต้องมีทักษะแบบไหนบ้าง ในบทความนี้ เราจะพาคุณไปเช็คอาการดูว่า ทักษะแบบไหนที่จำเป็นสำหรับผู้นำยุคใหม่ และควรพัฒนาอย่างเร่งด่วน เพื่อตามเกมการแข่งขันให้ทัน 

ทักษะการสื่อสาร (Communication)

ในอดีต อาจจะเป็นเรื่องที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ที่เจ้านายกับลูกน้องจะมีระยะห่างระหว่างกันค่อนข้างมาก เรียกว่าเป็นการปกครองแบบมีลำดับขั้นมากมาย ผู้นำจึงไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะในการสื่อสารมากนัก แต่ในยุคดิจิทัล บริษัทที่มีแนวคิดแบบนี้จะค่อยๆ ล้มหายตายจากไป เพราะเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้ผู้นำในยุคดิจิทัลสามารถสื่อสารกับพนักงานทุกคนในองค์กรได้อย่างสะดวกรวดเร็ว 

จึงทำให้ผู้นำต้องพัฒนาทักษะการสื่อสารให้ดีกว่าเดิม และต้องเข้าใจว่าตัวเองกำลังพูดอยู่กับใคร รวมทั้งต้องปรับปรุงเรื่องการใช้วาทศิลป์และมีข้อมูลให้มากพอเพื่อสื่อสารและทำให้คู่สนทนาใส่ใจในสิ่งที่กำลังพูด

CIO ของฟอร์ดคือ Marcy Klevorn คือผู้นำที่มีทักษะข้อนี้ เธอมักโพสต์วิดีโอสั้นๆ ที่เล่าถึงโปรดักต์ใหม่ๆ ความสำเร็จ และกิจกรรมต่างๆ ของบริษัท วิธีนี้ทำให้เธอมีความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นกับพนักงาน

จากข้อนี้ จะเห็นได้ว่าการสื่อสารเป็นกุญแจสำคัญของผู้นำ ช่วยให้เกิดความสัมพันธ์อันดีในองค์กร และทำให้พนักงานรับรู้ความเป็นไปขององค์กรอยู่เสมอ

มีวิสัยทัศน์ (Vision)

วิสัยทัศน์คือสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้นำในยุคดิจิทัลโดดเด่น ไม่เชื่อก็ลองพิจารณาสิ่งที่กูรูการตลาด Simon Sinek เคยกล่าวไว้ว่า

“ลูกค้าไม่มีทางรักบริษัทของคุณ ถ้าพนักงานของคุณเองยังไม่รัก”

การจะทำเช่นนั้นได้ แปลว่าคุณต้องมีวิสัยทัศน์และแสดงมันออกมา รวมทั้งมีความสามารถในการชักจูงให้คนอื่นเชื่อในสิ่งที่คุณเชื่อ ถ้าทำได้ ก็จะเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จได้มากขึ้นอีกเป็นกอง 

Steve Jobs คือตัวอย่างที่ดีของการเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ เพราะไม่ง่ายเลยที่จะจูงใจพนักงานให้เชื่อหรือเห็นภาพเดียวกันกับเขา รวมทั้งการสร้างนวัตกรรมที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก อย่างสารพัดสินค้าของแอ๊ปเปิ้ล การนำบริษัทไปสู่ทิศทางที่ไม่คุ้นเคย อาจทำให้เกิดความสงสัย ไม่มั่นใจของพนักงานได้ แต่สตีฟ จ๊อบ ก็สามารถทำให้ทุกคนเชื่อมั่นในตัวเขา ทำให้ลูกค้ารักในสินค้าและอยากร่วมงานกับแอ๊ปเปิ้ล ส่วนพนักงานยิ่งไม่ต้องพูดถึง มีใครบ้างที่ไม่ภูมิใจเมื่อบอกว่าทำงานที่บริษัทแอ๊ปเปิ้ล? 

รู้เรื่องดิจิทัล (Digital Literacy)

งานวิจัยจาก Harvard Business Review และ MIT พบว่า จากการศึกษาผู้บริหาร 1,000 คน 90% เชื่อว่าธุรกิจของพวกเขาแทบจะถูก disrupt จากโมเดลธุรกิจดิจิทัลกันเกือบทั้งนั้น และเมื่อถามถึงความสามารถในการรับมือ ก็พบว่า 70% เชื่อว่าพวกเขาไม่มีความสามารถมากพอที่จะปรับตัว ฟังแล้วดูน่ากลัวใช่มั้ยล่ะ? 

ปัญหาในเรื่องนี้เกิดจากการที่ ผู้บริหารส่วนใหญ่ขององค์กรเป็นคนรุ่นเก่า การต้องมานั่งเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีและการตลาดแบบดิจิทัลนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันเป็นเรื่องเฉพาะทาง ยิ่งเมื่อผู้คนมากมายหันมาให้ความสนใจกับเทคโนโลยี ผู้นำในยุคดิจิทัลก็จะต้องมีเพิ่มมากขึ้น การพัฒนาทักษะความรู้ที่เกี่ยวกับดิจิทัล จึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ถ้าผู้นำไม่รู้ หรือกำหนดทิศทางด้านดิจิทัลไม่ได้ ก็ยากที่พนักงานจะเชื่อมั่น 

รู้จักวางกลยุทธ์ (Strategy)

เมื่อสักครู่ เราพูดถึงวิสัยทัศน์ไปแล้ว แต่ลำพังเพียงการมีวิสัยทัศน์ ก็อาจยังไม่เพียงพอ เพราะต้องมีองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย  ดังนั้นหากต้องการที่จะนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จ ผู้นำจะต้องสร้างวัฒนธรรมดิจิทัลให้เกิดขึ้นในองค์กรอย่างชัดเจนและมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เพื่อไม่ให้เกิดการหยุดชะงักทางธุรกิจ ในวันที่การเปลี่ยนแปลงในโลกของดิจิทัลส่งผลกระทบต่อองค์กร 

ผู้นำต้องทุ่มเทและใช้ทรัพยากรที่จำเป็นเพื่อทำให้วิสัยทัศน์ที่วางไว้เกิดขึ้นได้จริง และต้องวางแผนล่วงหน้าอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเกี่ยวกับกลยุทธ์ทางดิจิทัลด้วย 

เข้าใจนวัตกรรม (Innovation)

ด้วยความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในยุคดิจิทัล ผู้นำจะต้องรู้จักลองผิดลองถูกกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ต้องปรับตัว และมีความยืดหยุ่นอยู่เสมอในการทำงาน

สำหรับผู้นำหลายๆ คน นี่อาจเป็นความท้าทายที่ต้องลองผิดลองถูกกับวิธีใหม่ๆ และหันหลังให้กับวิธีเดิมๆ ทางธุรกิจที่พวกเขาคุ้นเคยมานาน แต่เชื่อเถอะว่ายิ่งเปิดใจรับการเปลี่ยนแปลงได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเปิดโอกาสที่จะเติบโตมากเท่านั้น

ไม่เชื่อก็ดูแบรนด์หรูอย่าง Burberry ที่เป็นตัวอย่างที่ดีของการก้าวขึ้นมาเหนือคู่แข่งในตลาดได้โดยใช้วิธีการใหม่ๆ อย่างการใช้โซเชียลมีเดียในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Periscope หรือ Instagram 

กล้าได้กล้าเสีย (Risk-Tasking)

“สิ่งที่เสี่ยงที่สุด คือการไม่ยอมเสี่ยง ในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความล้มเหลว จึงเกิดจากการไม่ยอมเสี่ยง” 

นี่คือคำพูดสุดคลาสสิกของมาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก หัวเรือใหญ่ของเฟซบุ๊ก ที่กระตุ้นให้คนกล้าเสี่ยง (อย่างมีเหตุผล) มานักต่อนัก

หลังจากที่เจ้าพ่อเฟซบุ๊กเทคโอเวอร์ Instagram มาแล้ว เขาได้เปิดตัวฟังก์ชัน Instagram Story ที่โดนโจมตีอย่างหนักว่าลอกเลียนแบบมาจาก Snapchat อย่างไรก็ตาม ด้วยจำนวนผู้ใช้ฟังก์ชันดังกล่าวกว่า 200 ล้านคนต่อวันแสดงให้เห็นว่าเขาตัดสินใจถูก 

หรืออย่างในกรณีศึกษาสตาร์ทอัพอย่าง theSkimm ที่เกิดจากอดีตนักข่าวสาวสองคนที่ลาออกจากสถานีโทรทัศน์ชื่อดัง เพราะตั้งใจจะเปิดกิจการ E-newsletter แบบสมัครสมาชิก เพื่อส่งตรงข่าวสั้น อ่านง่ายๆ ในทุกๆ เช้า โดยเจาะกลุ่มแม่บ้านหรือผู้หญิงที่สนใจข่าวสารแต่ไม่ต้องการความซับซ้อนหรือย่อยยากเกินไป โดยในตอนแรกพวกเธอต้องยอมกัดฟันเป็นหนี้บัตรเครดิต เพื่อหาเงินมาหมุนในบริษัทเลยทีเดียว ในช่วงแรกของการระดมทุน พวกเธอถูกปฏิเสธอย่างไม่ไยดีจากนักธุรกิจหลายร้อยคน แต่วันนี้ธุรกิจ E-newsletter ของพวกเธอมีสมาชิกกว่า 5 ล้านคน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือพิธีกรชื่อดัง โอปราห์ วินฟรีย์ 

รู้จักปรับตัว (Adaptability)

การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน อาจเป็นต้นตอของปัญหาทางธุรกิจ และเป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จขององค์กร เช่น การเปลี่ยนแปลงของระบบ Cloud บนคอมพิวเตอร์ที่สร้างปัญหาให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Salesforce และ Netflix มาแล้ว และต้องทุ่มเทแก้ปัญหากันอยู่นานมาก 

จากกรณีดังกล่าว จึงเป็นสิ่งสำคัญที่กระตุ้นให้ผู้นำต้องมีความยืดหยุ่น ปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์ และกล้าตัดสินใจ เพื่อลดความเสียหายและผลกระทบที่จะเกิดกับบริษัทให้น้อยที่สุด

ในที่นี้ขอเสริมด้วยรายงานจาก Right Management ที่ระบุด้วยว่า 91% ของฝ่ายทรัพยากรบุคคลจะคัดเลือกบุคลากรจากทัศนคติและความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง 

เห็นค่าของคนเก่ง (Talent Spotting)

ผู้นำในยุคดิจิทัลไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่ต้องสามารถมองเห็นภาพรวมขององค์กรได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ยิ่งไปกว่านั้น ต้องสามารถขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้าเพื่อประสบความสำเร็จในอนาคต

การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้บริหารต้องสร้างแรงบันดาลใจในองค์กร เสริมสร้างวัฒนธรรมดิจิทัลที่พร้อมจะปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และพร้อมที่จะเปิดรับเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมล่าสุดอยู่เสมอ ที่สำคัญต้องให้ความสำคัญกับทรัพยากรบุคคลไม่น้อยไปกว่าเทคโนโลยี เพราะต้องไม่ลืมว่ามนุษย์ก็เป็นกุญแจสำคัญเช่นกันในการขับเคลื่อนธุรกิจและเชื่อมต่อกับกลุ่มลูกค้า

ผู้นำในยุคดิจิทัลต้องสร้างสมดุลระหว่างเทคโนโลยีและมนุษย์ เพราะความสมดุลนี้เองจะขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่ความสำเร็จในอนาคตได้ 

 

ที่มา: https://digitalmarketinginstitute.com/en-ca/blog/the-most-in-demand-skills-in-digital-leadership

 

ต่อยอดจาก Stanfordสู่คอร์สออนไลน์ Designing Your Work Life

 

จากคอร์สเรียน Design Thinking ที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก

โดย บิล เบอร์เนตต์ และ เดฟ อีวานส์ ที่ดึงดูดนักเรียนหัวกะทิ

ด้วยแนวคิดที่ว่า ‘ไม่ว่าใครๆ ก็ออกแบบชีวิตใหม่ได้’

วันนี้เราต่อยอดคอร์สเรียนสุดฮิต มาเสิร์ฟให้คุณถึงหน้าจอแล้ว

No Comments

    Leave a Reply