8 เคล็ดลับรับการทำงานแบบ New Normal

Jun 22, 2020 1 min read
8 เคล็ดลับรับการทำงานแบบ New Normal

การจัดการความเครียดและอารมณ์เมื่อต้องทำงานจากระยะไกล

ขณะที่เชื้อไวรัส COVID-19 ยังแพร่ระบาดไปทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ต้องยอมรับว่า ผู้คนจำนวนมากได้เริ่มเปลี่ยนแนวทางในการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ เป็น New normal บริษัทอย่าง Google Microsoft Trader Joe’s Gap และ สายการบิน United Airlines ที่กำลังเติบโตและมีสาขามากมายทั่วสหรัฐอเมริกาต่างก็ดำเนินการหาทางแก้ไขให้แก่พนักงานที่กังวลในเรื่องการเลิกจ้างงานในสภาวะการแพร่ระบาดที่ดูเหมือนยังไม่จบไม่สิ้นนี้

บริษัทดังกล่าวได้แก้ปัญหาโดยการแนะนำหรือขอให้พนักงานทำงานที่บ้าน เสนอวันลาป่วยเพิ่มโดยที่ยังได้รับเงินค่าจ้าง หรือการจ่ายค่าจ้างตามปกติแม้ชั่วโมงในทำงานจะลดลงก็ตาม

บทความจาก MIT Sloan Review ชิ้นนี้ เรียบเรียงจากเรื่องราวของ Liz Fosslien และคู่หู Mollie West Duffy (เจ้าของหนังสือเรื่องดังอย่าง No Hard Feelings: The Secret Power of Embracing Emotions at Work )   ที่ได้ใช้เวลากว่า 4 ปีในการศึกษาเรื่องอารมณ์ในเชิงวิทยาศาสตร์และการดำเนินชีวิตในการทำงาน พวกเธอได้พูดคุยกับคนที่ทำงานจากระยะไกลมากมายรอบโลก รวมทั้งจากประสบการณ์ทำงานระยะไกลของพวกเธอเอง ซึ่งก็พบว่าความรู้สึกโดดเดี่ยวจากการทำงานระยะไกลนั้นเป็นเรื่องปกติ โดยเฉพาะการดำเนินชีวิตบนความไม่แน่นอนท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์เพิ่มความตึงเครียดเข้าไปอีก

เราจึงได้รวบรวมเคล็ดลับเพื่อจัดการกับความท้าทายจากการทำงานระยะไกลและจัดการกับความเครียดและอารมณ์ที่ควบคุมได้ยาก ดังนี้

1. ทบทวนข้อความที่คุณจะส่งอีกครั้งว่าอยู่ในโทนอารมณ์แบบไหน

ความที่ต้องทำงานที่บ้านซึ่งทำให้ไม่มีปฏิสัมพันธ์ต่อหน้ากันกับเพื่อนร่วมงาน ทำให้เมื่อต้องการส่งข้อความหากัน คุณจึงควรอ่านข้อความอีกครั้งก่อนที่จะส่งเพื่อดูว่าข้อความนั้นชัดเจนหรือไม่และอยู่ในโทนอารมณ์ไหน การส่งข้อความหรืออีเมลหากันโดยพูดว่า “มาคุยกันเถอะ” ทั้งที่คุณอาจหมายความว่า “พวกนี้เป็นคำแนะนำที่ดีนะ เรามาปรึกษากันเถอะว่าจะทำยังไงกันดี” ซึ่งอาจทำให้ผู้รับสารเกิดความกังวลได้ ถ้าคุณกลัวในเรื่องนี้ คุณแค่เปลี่ยนไปคุยทางโทรศัพท์หรือคุยทาง video chat แทน เพื่อนร่วมงานของคุณ(ที่ตอนนี้อาจกำลังทำงานที่บ้านเหมือนกัน)อาจรู้สึกดีกว่าที่มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณด้วย

2. ให้ความใส่ใจในเรื่องTime Zone ที่ต่างกัน

เพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานที่อยู่ในพื้นที่ที่มีเวลาต่างกัน คุณอาจจะยืดหยุ่นเวลาในการตัดสินใจให้ช้าออกไปจนกว่าที่คุณจะได้ฟังความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องจนครบทุกคนเสียก่อน ซึ่งเป็นช่วงจังหวะที่ดีที่คุณจะได้พัฒนาทักษะด้านเอกสาร และคุณจะได้เห็นว่าทีมงานของคุณสามารถทำงานครอบคลุมเนื้อหาการประชุมผ่านทางอีเมล หรือ โปรแกรม Slack หรือแพลตฟอร์มการส่งข้อความอื่นๆได้หรือไม่

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเปลี่ยนมาเป็นการทำงานระยะไกลทางบริษัท Humu (บริษัทที่ Liz Fosslien ผู้เขียนบทความนี้ทำงานอยู่) ได้กำหนดเวลาประชุมประจำวัน เป็นเวลา 15 นาทีต่อวันโดยจะเริ่มประชุมก่อนเที่ยงเวลา 11:45  PT (PT คือเขตเวลาที่อยู่ทางทิศตะวันตกของอเมริกาและเวลาเร็วกว่า 3 ชั่วโมงของ ET ซึ่งเป็นเขตเวลาที่อยู่ทางทิศตะวันออกของอเมริกา) ซึ่งพนักงานที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของอเมริกาและในยุโรปสามารถเข้าร่วมได้ และแต่ละทีมสามารถส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุมได้ ที่สำคัญ ทุกๆประเด็นที่พูดคุยในการประชุมจะถูกส่งให้ทางอีเมลหลังการประชุมจบ

3. ควรมีเวลาให้พูดคุยเล่นกันบ้าง

เมื่อเราทำงานจากระยะไกล เราจะพลาดโอกาสทั้งหมดในการใช้เวลาร่วมกันกับเพื่อนร่วมงาน เช่น การพูดคุยกันในเวลาก่อนและหลังประชุม การพูดคุยกันในห้องครัวหรือตามโถงทางเดิน หรือการเดินไปหากันที่โต๊ะทำงาน เมื่อต้องประชุมกันผ่านโทรศัพท์หรือ video conference  จึงควรมีเวลาให้พูดคุยเล่นกันแบบไม่เป็นทางการทั้งก่อนและหลังประชุมด้วย เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงานร่วมกัน

4. สร้างพื้นที่สำหรับการพักเบรคสั้นๆ

การลุกออกมาจากโต๊ะทำงานแค่เพียง 5 นาทีก็สามารถช่วยให้คุณผ่อนคลายได้และยังทำให้คุณกลับไปทำงานได้อย่างมีสมาธิอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น นักเรียนในประเทศเดนมาร์กที่มีการพักเบรกในช่วงสั้นๆก่อนการสอบ จะเป็นกลุ่มที่มีคะแนนสอบที่สูงอย่างมีนัยสำคัญกว่าพวกเด็กๆที่ไม่ได้รับอนุญาตให้พักเบรก  Mollie (ผู้เขียนบทความนี้) ได้เคยลองใช้แอปพลิเคชั่น Time Out จาก Macs ที่จะคอยเตือนเธอให้พักเบรคเพื่อยืดเหยียด เดินไปรอบๆ หรือให้เปลี่ยนท่าทางในการนั่งทำงานของเธอด้วย

5. สร้างกิจกรรมเฉพาะของคุณขึ้นมาก่อนที่คุณจะเลิกงาน

เมื่อคุณนั่งทำงานที่สำนักงานในเวลาเดิมๆของแต่ละวันคุณอาจจะทำงานหนักโดยที่คุณไม่รู้ตัว ดังนั้นสิ่งสำคัญคือคุณต้องรู้คือขอบเขตที่ทำให้คุณยังสุขภาพดีได้อยู่ โดยสมองของคุณจะส่งสัญญาณที่บอกว่า “เลิกทำงานได้แล้ว!” มีกิจกรรมอื่นๆที่สามารถช่วยได้เช่น การนั่งสมาธิ การฟังเพลง การอ่านนิตยสาร หรือการยกเวท (บางการศึกษาพบว่าการออกกำลังกายแบบ weight training จะช่วยส่งเสริมให้อารมณ์ของคุณดีขึ้นได้มากกว่าการออกกำลังกายแบบ cardio) Cal Newport ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Deep Work บอกว่า เขาจะจบการทำงานในแต่ละวันของเขาโดยการปิดคอมพิวเตอร์ และพูดวลีที่ว่า “ตามแผน ปิดเครื่อง เสร็จสมบูรณ์”และเขียนว่า “นี่คือกฎของฉัน” “เมื่อผมได้พูดวลีที่วิเศษนั้นออกไป ถ้ายังมีความกังวลเรื่องงานผุดขึ้นมาในหัว ผมจะตอบมันด้วยกระบวนการคิดที่ว่า ผมได้พูดวลีปิดงานนั้นไปแล้ว”

6. กำหนดเวลาการออกกำลังกายในปฏิทินของคุณ

ตั้งเป้าหากิจกรรมเคลื่อนไหวทางร่ายกายโดยการแบ่งเวลาเพื่อออกกำลังกายในปฏิทินของคุณ คุณต้องการวิธีดีๆในการออกกำลังกายที่บ้านอยู่ใช่ไหม? คุณอาจจะลอง ออกกำลังกายใน 7 นาที หรือ การยืดเหยียดโดยใช้โต๊ะที่บ้านซึ่งอาจทดแทนการเข้ายิมได้บ้าง หรือ คุณอาจจะเปิดเพลงที่คุณชอบและเต้นไปด้วย และยิ่งดีขึ้นไปถ้าคุณสามารถสร้างกลุ่มการออกกำลังกายขึ้นมาโดยใช้การ video call กับเพื่อนๆของคุณ และนำคลิปการออกกำลังกายจาก YouTube มาทำตาม คุณจะได้ทั้งความสนุกและเสียเหงื่อไปพร้อมๆกันกับเพื่อนๆของคุณ

7. ตรวจสอบซึ่งกันและกัน

การกำหนดให้มีการพักเที่ยงแบบ Virtual  พักเบรคเพื่อจิบชา หรือ จัดให้มีการพูดคุยทางออนไลน์ของพนักงานเป็นคู่ๆ โดยใช้แพลตฟอร์มสื่อสาร แบบที่บริษัท Buffer ได้จัดขึ้น โดยพนักงานของ Buffer จะถูกสุ่มให้จับคู่เพื่อพูดคุยกับพนักงานคนอื่นในบริษัทสัปดาห์และครั้ง การพูดคุยนี้จะไม่ใช่ในเรื่องงาน แต่อาจเป็นเรื่องครอบครัว งานอดิเรก หรือรายการที่ชอบดู ถ้าองค์กรของคุณใช้โปรมแกรม Slack วิธีเดียวง่ายๆคือติดตั้งมันและใช้ผ่านเว็บ Donut ซึ่ง Slack bot จะจัดการสุ่มคู่สนทนาโดยอัตโนมัติ

8. จงไตร่ตรองให้มากเมื่อคุณต้องเป็นผู้นำ

ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถทำงานที่บ้านได้ สำหรับบุคคลเหล่านี้ที่ต้องทำงานกับคน (เช่น หมอ พนักงานคิดเงิน และเภสัชกรที่ต้องจ่ายยา) พวกเขาต้องล้างมือให้เป็นนิสัย ต้องระมัดระวังตัวเมื่อออกจากบ้าน ต้องปฏิบัติตามหลักการเว้นระยะห่าง และพวกเขาต่างรู้สึกขอบคุณใครก็ตามที่อยู่กับบ้านไม่ออกไปไหน

บริษัทมากมายต่างพยายามให้ธุรกิจดำเนินต่อไปและพยายามช่วยเหลือพนักงานเท่าที่พวกเขาจะทำได้ การสร้างความยืดหยุ่นในการทำงานด้วยการจัดให้มีรูปแบบเสมือนจริง จะช่วยให้พนักงานสามารถทำงานของพวกเขาต่อไปได้

และจากสภาพแวดล้อมที่ไม่อาจคาดคิดในขณะนี้ ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งนำมาซึ่งความท้าทายที่สำคัญ สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือ การช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อเดินทางไปสู่วันข้างหน้าด้วยกันนั่นเอง

ที่มา :

https://sloanreview.mit.edu/article/managing-stress-and-emotions-when-working-remotely/

Join the conversation

Great! Next, complete checkout for full access to SHiFT Your Future.
Welcome back! You've successfully signed in.
You've successfully subscribed to SHiFT Your Future.
Success! Your account is fully activated, you now have access to all content.
Success! Your billing info has been updated.
Your billing was not updated.